Gross Profit คืออะไร
Table of Contents

ผู้ประกอบการหลายคนเปิดร้านมาหลายปี แต่ยังแยกไม่ออกว่ากำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิต่างกันตรงไหน หรือเปิดดูเฉพาะกำไรสุทธิตอนสิ้นเดือนแล้วก็โล่งใจ แต่ความจริงแล้วมีตัวเลขทางการเงินตัวแรกที่ควรดูก่อน นั่นคือ กำไรขั้นต้น (Gross Profit หรือ GP) เพราะหาก GP เริ่มลดลงทั้งที่ยอดขายยังคงเติบโต แปลว่าโครงสร้างต้นทุนกำลังมีปัญหาโดยที่กำไรสุทธิอาจยังไม่ทันส่งสัญญาณเตือน

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องกำไรขั้นต้นอย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ตัวอย่างตัวเลขจริงจาก 3 ประเภทธุรกิจ โครงสร้างกำไร 3 ระดับ ไปจนถึงวิธีอ่านงบกำไรขาดทุน และกลยุทธ์เพิ่มกำไรขั้นต้นโดยไม่ต้องขึ้นราคาสินค้า

กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คืออะไร

กำไรขั้นต้น คือ รายได้จากการขาย สินค้าหรือบริการ หักด้วยต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold หรือ COGS) ตาม มาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs ที่ใช้กับธุรกิจ SME ไทย กำไรขั้นต้นจะแสดงอยู่ในงบกำไรขาดทุน เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าธุรกิจทำกำไรจากตัวสินค้าหรือบริการได้เท่าไร ก่อนจะนำไปหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอื่น ๆ

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน สมมติคุณขายเสื้อผ้าตัวละ 500 บาท ต้นทุนรับซื้อมาตัวละ 200 บาท กำไรขั้นต้นของคุณคือ 300 บาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้ถูกหักค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงาน หรือค่าไฟ

ต้นทุนขาย (COGS) ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ต้นทุนขาย หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิต จัดหา หรือซื้อสินค้ามาเพื่อขาย ประกอบด้วย

  • ค่าสินค้าหรือวัตถุดิบที่จัดซื้อเข้ามา
  • ค่าแรงงานทางตรงในสายการผลิต (เช่น พนักงานประกอบชิ้นงานหรือเชฟทำอาหาร)
  • ค่าใช้จ่ายการผลิตทางตรงหรือค่าขนส่งสินค้าเข้าคลัง (เช่น ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าไฟโรงงาน)

สิ่งที่ไม่นับเป็นต้นทุนขาย ได้แก่ เงินเดือนฝ่ายบัญชี ค่าเช่าสำนักงาน และค่าการตลาด เนื่องจากถือเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ซึ่งไม่ผูกกับจำนวนการผลิตสินค้าโดยตรง


สูตรคำนวณกำไรขั้นต้น พร้อมตัวอย่าง 3 ประเภทธุรกิจ

สูตรพื้นฐานในการคำนวณกำไรขั้นต้นใช้ตัวเลขหลักเพียง 2 ตัว

กำไรขั้นต้น (GP) = ยอดขายสุทธิ – ต้นทุนขาย

ยอดขายสุทธิ คือ รายได้จากการขายทั้งหมดหลังหักส่วนลดการค้าและสินค้าที่รับคืน ส่วนต้นทุนขายจะมีวิธีคำนวณที่แตกต่างกันตามลักษณะของแต่ละธุรกิจ

ตัวอย่างธุรกิจซื้อมาขายไป

บริษัท ก จำกัด จำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน มีรายได้จากการขาย 800,000 บาท และมีต้นทุนซื้อสินค้ามา 480,000 บาท

รายการวิธีคำนวณจำนวนเงิน
รายได้จากการขาย—800,000 บาท
ต้นทุนซื้อสินค้า—480,000 บาท
กำไรขั้นต้น800,000 – 480,000320,000 บาท

ต้นทุนขายของธุรกิจซื้อมาขายไปจะคิดคำนวณได้ตรงไปตรงมาที่สุด เนื่องจากอิงจากราคาที่สั่งซื้อสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาโดยตรง

ตัวอย่างธุรกิจบริการ

บริษัท ข จำกัด รับพัฒนาระบบและจัดทำเว็บไซต์ มีรายได้จากการให้บริการ 500,000 บาท โดยมีต้นทุนค่าบริการเป็นค่าแรงโปรแกรมเมอร์และค่าเช่า Server ประจำโครงการ 200,000 บาท

รายการวิธีคำนวณจำนวนเงิน
รายได้จากการบริการ—500,000 บาท
ต้นทุนบริการ (ค่าแรงทีมพัฒนา + ค่า Server)—200,000 บาท
กำไรขั้นต้น500,000 – 200,000300,000 บาท

ธุรกิจบริการมักจะมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นสูงกว่าธุรกิจประเภทอื่น เพราะต้นทุนหลักคือแรงงานและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ได้มีต้นทุนวัตถุดิบทางกายภาพ

ตัวอย่างธุรกิจผลิต

บริษัท ค จำกัด ดำเนินกิจการโรงงานผลิตเบเกอรี่ มีรายได้จากการขาย 1,200,000 บาท

รายการวิธีคำนวณจำนวนเงิน
รายได้จากการขาย—1,200,000 บาท
ค่าวัตถุดิบ (แป้ง นม เนย น้ำตาล)—400,000 บาท
ค่าแรงงานฝ่ายผลิต—200,000 บาท
ค่าโสหุ้ยการผลิต (ค่าไฟโรงงาน บรรจุภัณฑ์)—100,000 บาท
ต้นทุนขายรวม400,000 + 200,000 + 100,000700,000 บาท
กำไรขั้นต้น1,200,000 – 700,000500,000 บาท

ธุรกิจผลิตจะมีโครงสร้างต้นทุนขายที่ซับซ้อนที่สุด เพราะต้องนำค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานคนงาน และค่าโสหุ้ยการผลิตมารวมกันก่อนนำไปหักลบออกจากยอดขาย


โครงสร้างกำไร 3 ระดับ ต่างกันอย่างไร

ในงบการเงินจะมีตัวเลขกำไรปรากฏอยู่ 3 ลำดับขั้น ซึ่งแต่ละระดับจะตัดค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง

ประเภทกำไรสูตรการคำนวณตัวเลขนี้บอกอะไร
กำไรขั้นต้น (GP)รายได้ – ต้นทุนขายตัวสินค้าและบริการสร้างผลกำไรได้ดีเพียงใด
กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit)กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายขายและบริหารประสิทธิภาพการทำกำไรของธุรกิจก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี
กำไรสุทธิ (Net Profit)รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด – ภาษีผลตอบแทนสุทธิสุดท้ายที่ตกถึงมือเจ้าของกิจการ

หากธุรกิจมีกำไรขั้นต้นสูงแต่กำไรสุทธิต่ำ แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่บวมเกินไป เช่น ค่าเช่าพื้นที่ราคาแพง หรือภาระดอกเบี้ยเงินกู้


วิธีอ่านกำไรขั้นต้นในงบกำไรขาดทุน (P&L)

ตามขั้นตอน การจัดทำงบการเงิน กำไรขั้นต้นจะปรากฏอยู่ในส่วนบนของงบกำไรขาดทุน โดยเรียงลำดับจากบนลงล่างดังนี้

ลำดับรายการทางบัญชีตัวเลขสมมติ
1รายได้จากการขายหรือการให้บริการ1,000,000 บาท
2หัก: ต้นทุนขาย(600,000) บาท
3กำไรขั้นต้น (Gross Profit)400,000 บาท
4หัก: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A)(200,000) บาท
5กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT)200,000 บาท
6หัก: ดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้(50,000) บาท
7กำไรสุทธิ (Net Profit)150,000 บาท

กำไรขั้นต้นจะอยู่ บรรทัดที่ 3 เสมอ หากคุณใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ระบบจะประมวลผลตัวเลขบรรทัดนี้ให้อัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปิดบิลขายและบันทึกต้นทุน โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบ ปิดงบการเงิน ปลายปี


อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) และเกณฑ์มาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม

การดูกำไรขั้นต้นเป็นตัวเงินบาทอาจไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือปีก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน จึงนิยมแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เรียกว่า อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)

อัตรากำไรขั้นต้น (%) = (กำไรขั้นต้น ÷ ยอดขายสุทธิ) × 100

แต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกัน ตารางด้านล่างแสดงเกณฑ์มาตรฐานค่าเฉลี่ยของ GP Margin ที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี

อุตสาหกรรมGP Margin เฉลี่ยที่เหมาะสมปัจจัยโครงสร้างต้นทุน
ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง (Retail)25-35%เน้นซื้อมาขายไป มาร์จินถูกกดดันจากการแข่งขันในตลาด
ธุรกิจผลิตสินค้า (Manufacturing)20-35%มีภาระต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงานโรงงานสูง
ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B)60-70%ต้นทุนวัตถุดิบค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย แต่มีค่าเช่าพื้นที่สูง
ธุรกิจบริการวิชาชีพ (Service)50-70%ไม่มีต้นทุนเนื้อสินค้า เน้นใช้ทักษะและเวลาทำงาน
ธุรกิจเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ (SaaS)70-85%ต้นทุนการทำซ้ำต่ำมากหลังจากพัฒนาระบบสำเร็จ

หากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยติดต่อกัน 2-3 เดือน ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการต้องเร่งตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนทันที


GP ลดลงทุกเดือน สัญญาณเตือนอะไร ต้องเช็คจุดไหน

เมื่อพบว่ากำไรขั้นต้นลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ว่ายอดขายจะเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมักมาจาก 3 ปัจจัยนี้

ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น

ต้นทุนวัตถุดิบในตลาดขยับตัวขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อหรือห่วงโซ่อุปทาน แต่ธุรกิจยังคงขายสินค้าราคาเดิม ทำให้ส่วนต่างของกำไรขั้นต้นถูกกัดกร่อนทีละน้อย

ไม่กล้าปรับราคาขายตามต้นทุนที่แท้จริง

หลายธุรกิจกังวลว่าลูกค้าจะหายจึงเลือกตรึงราคาเดิมไว้ ทางออกที่ดีคือต้องมีระบบบันทึกบัญชีที่แม่นยำ เพื่อให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงแบบเรียลไทม์และวางแผนปรับราคาได้อย่างเหมาะสม

สัดส่วนสินค้าที่ขายเปลี่ยนไป (Product Mix)

บางช่วงเวลาสินค้าที่ขายดีกลับกลายเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น รายการที่นำมาจัดโปรโมชันลดราคา ส่งผลให้ภาพรวมของ GP Margin ทั้งกิจการลดลง แม้ว่ายอดขายรวมจะไม่ตกเลยก็ตาม


5 วิธีเพิ่มกำไรขั้นต้นโดยไม่ต้องขึ้นราคา

การขึ้นราคาสินค้าไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการแก้ปัญหา ผู้ประกอบการสามารถใช้ 5 กลยุทธ์นี้เพื่อเพิ่มกำไรขั้นต้นได้ทันที

  1. เจรจาต่อรองกับ Supplier: ซื้อวัตถุดิบในปริมาณล็อตที่ได้ส่วนลด หรือเปรียบเทียบราคากับผู้จำหน่ายหลายเจ้า การลดต้นทุนวัตถุดิบลงได้ 5% ช่วยเพิ่มกำไรขั้นต้นได้อย่างชัดเจน
  2. ลดการสูญเสียในขั้นตอนการทำงาน: ควบคุมวัตถุดิบเหลือทิ้ง และหมั่นตรวจเช็กด้วยการ นับสต๊อก เป็นประจำ เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าสูญหายหรือเสื่อมสภาพ
  3. เน้นผลักดันสินค้ากลุ่ม Margin สูง: วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายเพื่อดูว่าสินค้าตัวใดสร้างกำไรต่อชิ้นได้ดี แล้วจัดอันดับให้ทีมขายมุ่งเน้นการทำตลาดสินค้ากลุ่มนั้น
  4. จัดชุดสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า (Upsell and Bundle): จัดแพ็กเกจสินค้าหลักคู่กับสินค้ารองที่มีต้นทุนต่ำ ลูกค้าจะรู้สึกคุ้มค่ามากขึ้นในขณะที่ธุรกิจได้รับมาร์จินเฉลี่ยสูงขึ้น
  5. ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนการจัดการ: ใช้ระบบบัญชีอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการงานเอกสารและคำนวณต้นทุนแทนการกรอกข้อมูลด้วยมือ ช่วยลดเวลาและข้อผิดพลาดในการคำนวณ

สรุป – กำไรขั้นต้น ตัวเลขแรกที่ SME ต้องควบคุม

กำไรขั้นต้น (GP) เป็นดัชนีชี้วัดตัวแรกที่บอกว่า สินค้าหรือบริการของคุณยังสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อต้นทุนอยู่หรือไม่ การติดตาม GP และ GP Margin อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณตรวจพบความผิดปกติของโครงสร้างต้นทุนและแก้ไขได้ทันก่อนกระทบต่อกำไรสุทธิ สิ่งที่คุณควรทำทันทีคือ การเปิดดูตัวเลขของเดือนล่าสุด เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และสังเกตแนวโน้มย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน

วิเคราะห์กำไรขั้นต้นแบบเรียลไทม์ด้วย PEAK Board

หากคุณต้องการติดตามกำไรขั้นต้นและเห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน PEAK Board มี Dashboard ช่วยแสดงผลกำไรขั้นต้น ต้นทุนขาย และงบกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมต่อกับ PEAK Account เพื่อให้คุณตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารต้นทุนและควบคุมผลกำไรของธุรกิจอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกำไรขั้นต้น

กำไรขั้นต้นติดลบ หมายความว่าอย่างไร

กำไรขั้นต้นติดลบ แปลว่าต้นทุนขายสูงกว่ารายได้จากการขาย หรืออยู่ในภาวะยิ่งขายยิ่งขาดทุน ทุกการขายจะสร้างผลขาดทุนทันที สาเหตุหลักมาจากการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนจริง หรือต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางแก้ไขคือต้องปรับโครงสร้างต้นทุนขายหรือขึ้นราคาขายทันที ไม่ใช่การตัดลดค่าใช้จ่ายฝ่ายบริหาร

GP Margin ต่ำกว่า benchmark ต้องขึ้นราคาทันทีไหม

ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาทันที ควรตรวจสอบแนวทางเพิ่มกำไรขั้นต้นด้านอื่นก่อน เช่น การเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อขอลดราคาวัตถุดิบ การลดอัตราของเสียในกระบวนการผลิต หรือการปรับสัดส่วนการขายไปเน้นสินค้าที่มีมาร์จินสูง การขึ้นราคาควรเป็นทางเลือกหลังจากปรับปรุงประสิทธิภาพภายในแล้ว

กำไรขั้นต้นเท่ากัน แต่ทำไมกำไรสุทธิต่างกันได้

เป็นไปได้ เพราะกำไรสุทธิจะต้องนำค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ดอกเบี้ย และภาษีมาหักลบด้วย สองธุรกิจที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันและมีกำไรขั้นต้นเท่ากัน ธุรกิจที่มีค่าเช่าสำนักงานถูกกว่าหรือมีต้นทุนการบริหารจัดการต่ำกว่า ย่อมมีกำไรสุทธิที่สูงกว่า

ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้า มีวิธีคิดต้นทุนขายอย่างไร

ธุรกิจบริการให้นับค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายที่ผูกพันกับงานบริการลูกค้าโดยตรงเป็นต้นทุนขาย เช่น ค่าจ้างโปรแกรมเมอร์ประจำโครงการ หรือค่าแรงพนักงานนวด โดยไม่รวมเงินเดือนฝ่ายสนับสนุน เช่น แอดมินหรือบัญชี แล้วนำมาคำนวณตามสูตรปกติ

ควรตรวจเช็กกำไรขั้นต้นบ่อยแค่ไหน

ควรเปิดดูอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเปรียบเทียบกับผลงานในเดือนก่อนหน้า แต่หากใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปข้อมูลอัตโนมัติ จะสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวได้ทุกวัน ช่วยให้ตรวจพบปัญหาต้นทุนบวมได้อย่างรวดเร็ว


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย