Table of Contents

ผู้ประกอบการหลายคนเปิดธุรกิจบริการแล้วพบว่า การบริหารบัญชีไม่เหมือนธุรกิจซื้อมาขายไป สินค้าจับต้องไม่ได้ งานส่งเป็นงวด รายได้รับรู้ไม่ตรงกับเงินที่ได้รับจริง แล้วต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหนกันแน่

ปัญหาเหล่านี้พบได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ปรึกษา เอาต์ซอร์ส หรือขนส่ง ที่คิดค่าบริการเป็นงวด บทความนี้จะพาดูตั้งแต่ธุรกิจบริการคืออะไร ไปจนถึงวิธีบริหารบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก

ธุรกิจบริการ คืออะไร

ธุรกิจบริการ คือ ธุรกิจที่สร้างรายได้จากการให้บริการแทนการขายสินค้าที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชี บริษัทที่ปรึกษา บริษัทขนส่ง หรือบริษัทรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์

ลักษณะสำคัญของธุรกิจบริการ

ธุรกิจบริการมีลักษณะเฉพาะ 4 อย่างที่ส่งผลต่อการบริหารบัญชีโดยตรง

  • จับต้องไม่ได้ (Intangibility) ผู้ซื้อไม่สามารถสัมผัสบริการก่อนซื้อ ทำให้การตีมูลค่าต้นทุนยากกว่าสินค้า
  • แยกจากผู้ให้บริการไม่ได้ (Inseparability) บริการเกิดขึ้นพร้อมกับการส่งมอบ ต่างจากสินค้าที่ผลิตแล้วเก็บสต็อกได้
  • คุณภาพไม่คงที่ (Variability) ขึ้นกับคน เวลา และสถานการณ์ ทำให้มาตรฐานต้นทุนผันผวน
  • เก็บไว้ไม่ได้ (Perishability) บริการที่ไม่ได้ขายในวันนี้ ไม่สามารถเก็บไว้ขายพรุ่งนี้

ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจผลิต ต่างกันตรงไหน

เรื่องธุรกิจบริการธุรกิจซื้อมาขายไปธุรกิจผลิต
รายได้รับรู้ตามงวดงานหรือเมื่อบริการเสร็จรับรู้เมื่อส่งมอบสินค้ารับรู้เมื่อส่งมอบสินค้า
ต้นทุนหลักค่าแรง ค่าที่ปรึกษาต้นทุนสินค้าวัตถุดิบ ค่าแรงผลิต
สต็อกไม่มีสินค้าคงเหลือมีสต็อกสินค้ามีวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

ประเภทธุรกิจบริการที่พบบ่อย

ธุรกิจบริการแบ่งได้หลายแบบ แต่ในมุมการบริหารบัญชี สิ่งที่ต้องดูคือลูกค้าเป็นใครและรูปแบบการคิดเงิน

ธุรกิจบริการ B2B ยอดนิยม

ธุรกิจบริการแบบ B2B มักคิดค่าบริการเป็นโปรเจกต์หรือสัญญารายเดือน ทำให้ต้องออกใบแจ้งหนี้เป็นงวดและรับรู้รายได้ตามความคืบหน้า ตัวอย่างธุรกิจที่พบบ่อยในไทย ได้แก่

  • บริษัทที่ปรึกษา (Consulting) ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ บัญชี กฎหมาย หรือ IT
  • เอาต์ซอร์ส (Outsourcing) รับจ้างทำบัญชี รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือรับจ้างจัดการ HR
  • ขนส่งและโลจิสติกส์ คิดค่าบริการตามเที่ยว ตามน้ำหนัก หรือสัญญารายเดือน
  • บริษัทออกแบบและครีเอทีฟ รับงาน branding ออกแบบเว็บ หรือถ่ายภาพโฆษณา

ธุรกิจบริการ B2C ที่เติบโตในไทย

ธุรกิจบริการ B2C มักคิดค่าบริการเป็นครั้งหรือแพ็กเกจ การบริหารบัญชีค่อนข้างตรงไปตรงมากว่า เช่น ร้านเสริมสวย คลินิกความงาม ฟิตเนส โรงเรียนสอนพิเศษ หรือบริการซ่อมบำรุง

จุดรับรู้รายได้ของธุรกิจบริการ

ธุรกิจบริการรับรู้รายได้ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน TFRS 15 โดยมี 2 วิธีหลัก คือ รับรู้เมื่อบริการเสร็จ กับรับรู้ตามขั้นตอนความสำเร็จ การเลือกวิธีไหนขึ้นกับลักษณะสัญญาและระยะเวลาการให้บริการ

รับรู้รายได้เมื่องานเสร็จสมบูรณ์

ใช้กับงานบริการที่เสร็จภายในระยะเวลาสั้น เช่น ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม หรืองานออกแบบโลโก้ชิ้นเดียว

ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับซ่อมเครื่องจักรในราคา 50,000 บาท ทำเสร็จภายใน 3 วัน บริษัทรับรู้รายได้ 50,000 บาททั้งจำนวนเมื่อส่งมอบงานเสร็จ

รับรู้รายได้ตามขั้นตอนความสำเร็จ

ใช้กับงานบริการระยะยาวหรือแบ่งเป็นงวด เช่น สัญญาที่ปรึกษา 6 เดือน หรือโปรเจกต์พัฒนาซอฟต์แวร์

ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับงานที่ปรึกษามูลค่า 600,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน แบ่งเป็น 3 งวด เดือนที่ 2 ส่งมอบงวดแรกเสร็จ คิดเป็น 30% ของงานทั้งหมด จึงรับรู้รายได้ 180,000 บาทในเดือนนั้น

เลือกวิธีไหนดี เกณฑ์ตัดสินใจง่าย ๆ

เกณฑ์รับรู้เมื่อเสร็จรับรู้ตามความคืบหน้า
ระยะเวลางานสั้น ไม่เกิน 1 เดือนยาว หลายเดือนหรือหลายงวด
การแบ่งงวดไม่ได้แบ่งแบ่งงวดชัดเจน
เหมาะกับซ่อมบำรุง ออกแบบชิ้นเดียวที่ปรึกษา เอาต์ซอร์ส ก่อสร้าง

หากธุรกิจของคุณรับงานเป็นโปรเจกต์ยาว ควรใช้วิธีรับรู้ตามความคืบหน้า เพื่อให้งบการเงินสะท้อนผลงานจริงในแต่ละงวด

ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจบริการ

ธุรกิจบริการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า

จุดเกิดภาษี หรือ Tax Point ของงานบริการ

สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสนคือ ต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหนกันแน่ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 กำหนดให้ความรับผิดในการเสีย VAT ของงานบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการ ไม่ใช่เมื่องานเสร็จ

ตัวอย่าง บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งมอบงานที่ปรึกษางวดแรกในเดือนมกราคม แต่ลูกค้าจ่ายเงินเดือนกุมภาพันธ์ Tax Point จึงเกิดในเดือนกุมภาพันธ์ ต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT ในเดือนนั้น

ข้อยกเว้น ถ้าออกใบกำกับภาษีก่อนรับเงิน Tax Point จะเกิด ณ วันที่ออกใบกำกับภาษีนั้นแทน

กรณียกเว้น VAT สำหรับธุรกิจบริการบางประเภท

บริการบางอย่างได้รับยกเว้น VAT ตามกฎหมาย เช่น บริการขนส่งในราชอาณาจักร บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล และบริการด้านการศึกษาของสถานศึกษา

การออกใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีตามงวดงาน

ธุรกิจบริการที่แบ่งงานเป็นงวด ต้องจัดการเอกสาร 2 ชุดให้สอดคล้องกัน

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกเมื่อส่งมอบงานแต่ละงวดเสร็จ เพื่อเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ระบุรายละเอียดงวดงาน มูลค่า และกำหนดชำระ

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) สำหรับผู้จด VAT ต้องออกเมื่อได้รับชำระเงิน หรือเมื่อออกใบกำกับภาษี แล้วแต่อย่างใดเกิดก่อน ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี รายการบริการ จำนวนเงิน และ VAT แยกชัดเจน

หลักง่าย ๆ คือ ส่งงาน 1 งวด ออก Invoice 1 ใบ พอลูกค้าจ่ายเงิน ออก Tax Invoice 1 ใบ

วิธีคำนวณต้นทุนบริการ

ต้นทุนบริการคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อส่งมอบบริการนั้น ๆ โดยตรง ซึ่งต่างจากธุรกิจขายสินค้าที่มีต้นทุนสินค้าชัดเจน

ส่วนประกอบของต้นทุนบริการ

ประเภทตัวอย่าง
ค่าแรงทางตรงเงินเดือนพนักงานที่ทำงานในโปรเจกต์ ค่าจ้างฟรีแลนซ์
วัสดุสิ้นเปลืองอุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการ เช่น อะไหล่ซ่อม วัสดุทำความสะอาด
ค่าใช้จ่ายอ้อมค่าเช่าสำนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าซอฟต์แวร์ ปันส่วนตามงาน

ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับงานวางระบบบัญชี 1 โปรเจกต์ ค่าแรงที่ปรึกษา 80,000 บาท ค่าเดินทาง 5,000 บาท ค่าซอฟต์แวร์ปันส่วน 3,000 บาท ต้นทุนบริการรวมทั้งสิ้น 88,000 บาท

เคล็ดลับคือ บันทึกค่าใช้จ่ายแยกตามโปรเจกต์ตั้งแต่ต้น จะทำให้รู้ต้นทุนจริงของแต่ละงานและตั้งราคาได้แม่นยำขึ้น

บริหารบัญชีธุรกิจบริการให้ถูกต้อง

การบริหารบัญชีธุรกิจบริการมีจุดที่ต้องระวังมากกว่าธุรกิจขายสินค้า เพราะรายได้เกิดเป็นงวด ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าแรง และต้องจับคู่รายได้กับค่าใช้จ่ายให้ตรงงวด

ตั้งผังบัญชีสำหรับธุรกิจบริการ

ผังบัญชีที่ดีควรแยกรายได้ค่าบริการตามประเภทงาน เช่น รายได้ค่าที่ปรึกษา รายได้ค่าเอาต์ซอร์ส รายได้ค่าขนส่ง เพื่อให้วิเคราะห์ได้ว่าบริการประเภทไหนทำกำไรมากที่สุด

จัดการรายได้ค้างรับและรายได้รับล่วงหน้า

ธุรกิจบริการมักเจอ 2 สถานการณ์นี้

รายได้ค้างรับ เกิดเมื่อส่งมอบงานแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ต้องบันทึกเป็นรายได้ในงวดที่ส่งมอบ และตั้งลูกหนี้ค่าบริการรอรับเงิน

รายได้รับล่วงหน้า เกิดเมื่อลูกค้าจ่ายเงินก่อนที่จะเริ่มทำงาน ต้องบันทึกเป็นหนี้สิน แล้วค่อยทยอยรับรู้เป็นรายได้เมื่อส่งมอบงานแต่ละงวด

ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ

การจัดการบัญชีธุรกิจบริการด้วยมือหรือ Excel อาจทำได้ในช่วงแรก แต่เมื่อโปรเจกต์เยอะขึ้น การออกใบแจ้งหนี้ตามงวด ติดตามรายได้ค้างรับ และจัดทำรายงานภาษีจะซับซ้อนมาก

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบริการจัดการตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกรายได้ตามงวดงาน ไปจนถึงจัดทำรายงานภาษีอัตโนมัติ ลดงานซ้ำและลดความผิดพลาดจากการบันทึกด้วยมือ


สรุป – ธุรกิจบริการต้องบริหารบัญชีต่างจากธุรกิจขายสินค้า

ธุรกิจบริการไม่ได้ยากกว่าธุรกิจขายสินค้า แต่มีจุดที่ต้องระวังต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ เลือกวิธีรับรู้รายได้ให้ตรงกับลักษณะงาน ออกใบกำกับภาษีตาม Tax Point ที่ถูกต้อง และบันทึกต้นทุนแยกตามโปรเจกต์เพื่อรู้กำไรจริงของแต่ละงาน

พร้อมจัดการบัญชีธุรกิจบริการให้เป็นระบบ

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับธุรกิจบริการ

ธุรกิจบริการต้องจด VAT หรือไม่

ถ้ามีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย แต่ถ้ารายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถจดโดยสมัครใจได้เพื่อขอคืนภาษีซื้อ

รายได้รับล่วงหน้ากับรายได้ค้างรับ ต่างกันอย่างไร

รายได้รับล่วงหน้า คือเงินที่ลูกค้าจ่ายมาก่อนที่จะทำงาน ถือเป็นหนี้สินจนกว่าจะส่งมอบงาน ส่วนรายได้ค้างรับ คือรายได้จากงานที่ทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ถือเป็นสินทรัพย์

ธุรกิจบริการ B2B ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายเองหรือไม่

ฝั่งผู้จ่ายเงิน (ลูกค้า) เป็นคนออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ฝั่งผู้ให้บริการ แต่ผู้ให้บริการต้องเก็บหนังสือรับรองไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานหักภาษีตอนยื่นแบบ

ต้นทุนบริการกับค่าใช้จ่ายในการขาย ต่างกันตรงไหน

ต้นทุนบริการ คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งมอบบริการ เช่น ค่าแรงพนักงานที่ทำงานในโปรเจกต์ ส่วนค่าใช้จ่ายในการขาย คือค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้า เช่น ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชัน ทั้งสองต้องแยกบัญชีกัน


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย