
ได้ออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศครั้งแรกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่คำถามที่ตามมาทันทีคือต้องคิด VAT 7% เหมือนขายในประเทศหรือเปล่า และถ้าเอกสารไม่ครบจะเป็นอะไรไหม ความกังวลนี้เข้าใจได้ เพราะภาษีส่งออกเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน
ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้ซื้อต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เต็มจำนวน สิทธิ์นี้ไม่ได้มาอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารครบ ยื่นแบบถูกต้อง และเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด ถ้าเอกสารขาด อาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
ภาษีส่งออกคืออะไร ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออก
ภาษีส่งออกไม่ได้เป็นภาษีตัวเดียว แต่หมายถึงภาษีทุกตัวที่ธุรกิจส่งออกต้องจัดการ หลักๆ มี 3 ประเภท คือภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาออก และภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละประเภทมีหน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขต่างกัน สำหรับผู้ส่งออก SME ส่วนใหญ่ ตัวที่ต้องจัดการจริงจังที่สุดคือ VAT 0%
| ประเภทภาษี | หน่วยงาน | อัตราสำหรับการส่งออก |
|---|---|---|
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) | กรมสรรพากร | 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ |
| อากรขาออก | กรมศุลกากร | สินค้าส่วนใหญ่ 0% |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) | กรมสรรพากร | 20% ของกำไรสุทธิ ตามปกติ |
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก
การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรใช้อัตรา VAT 0% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (ตัวบทมาตรา 80 ถึง 82 กรมสรรพากร) ข้อดีคือผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในประเทศมาขอคืนได้
ภาษีศุลกากร (อากรขาออก)
สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก มีเพียงสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ และแร่บางชนิดที่ต้องเสียอากร ตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกไว้คือไม้ส่งออกที่เก็บอากร 10% ของราคา FOB เช็กพิกัดสินค้าของตัวเองได้ที่ระบบตีความพิกัดอัตราศุลกากร ส่วนรายละเอียดภาษีศุลกากรทั้งระบบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จักภาษีศุลกากร
ภาษีสรรพสามิตกับการส่งออก
ภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่ม สุรา หรือน้ำมัน ถ้าส่งสินค้าเหล่านี้ออกนอกประเทศ กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ให้สิทธิ์ยกเว้นหรือคืนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด (กฎกระทรวงการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออก) ผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพสามิตเอง สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
กำไรจากการส่งออกต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก กำไรทุกบาทรวมเป็นฐานภาษีเดียวกัน
ภาษีส่งออกต่างจากภาษีนำเข้าอย่างไร
| รายการ | ส่งออก | นำเข้า |
|---|---|---|
| VAT | 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ | 7% ของราคา CIF รวมอากรขาเข้า |
| อากรศุลกากร | ส่วนใหญ่ 0% | 0-80% ตามพิกัดสินค้า |
| เอกสารหลัก | ใบขนสินค้าขาออก | ใบขนสินค้าขาเข้า |
การส่งออกมีภาระภาษีเบากว่าการนำเข้าอย่างชัดเจน เพราะทั้ง VAT และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็น 0% ส่วนภาษีเงินได้คิดจากกำไรสุทธิเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ถ้าทำธุรกิจนำเข้าด้วย ดูรายละเอียดฝั่งขาเข้าได้ที่อัตราภาษีนำเข้า
VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก เงื่อนไขที่ต้องรู้
VAT อัตรา 0% คือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษี ผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อ และยังขอคืน VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบได้ แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว ส่งสินค้าออกจริง และมีเอกสารพิสูจน์ครบตามที่กรมสรรพากรกำหนด
VAT 0% แตกต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร
หลายคนสับสนระหว่าง VAT 0% กับการยกเว้น VAT ทั้งที่ผลต่างกันมาก
| รายการ | VAT 0% (ส่งออก) | ยกเว้น VAT |
|---|---|---|
| ขอคืนภาษีซื้อ | ขอคืนได้เต็มจำนวน | ขอคืนไม่ได้ |
| ยื่น ภ.พ.30 | ต้องยื่นทุกเดือน | ไม่ต้องยื่น |
| ตัวอย่างกิจการ | ส่งออกสินค้า | โรงเรียนเอกชน สถานพยาบาล |
ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่การขอคืนภาษีซื้อ ผู้ส่งออกเรียก VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบคืนได้ทั้งหมด แต่กิจการที่ยกเว้น VAT เรียกคืนไม่ได้เลย VAT ส่วนนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนทันที
ผู้ส่งออกที่รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ได้ถูกบังคับให้จด VAT แต่หลายรายเลือกจดเอง เพราะการส่งออกแทบไม่มีภาษีขาย แต่มีภาษีซื้อจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่างๆ การจดจึงทำให้ขอคืนเงินส่วนนี้ได้
เงื่อนไขตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิ์ VAT 0%
กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักดังนี้
- จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว (มีใบทะเบียน ภ.พ.20)
- สินค้าต้องส่งออกไปนอกราชอาณาจักรจริง
- มีใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการศุลกากรถูกต้อง
- มีหลักฐานการรับเงินค่าสินค้าจากต่างประเทศ
- ออกเอกสารขายและลงรายงานภาษีขายด้วยอัตรา 0% ให้ตรงกับใบขนสินค้าขาออก
ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ปรับให้เสีย VAT 7% แทน 0% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รายละเอียดเอกสารแยกตามลักษณะการส่งออก 8 กรณีอยู่ในคำสั่งกรมสรรพากร (ป.97/2543)
ส่งออกบริการไปต่างประเทศ ได้ VAT 0% ไหม
ได้ ถ้าเป็นบริการที่ทำในประเทศไทยและลูกค้านำผลของบริการไปใช้ในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) ส่วนบริการที่ไปทำในต่างประเทศทั้งหมดอยู่นอกขอบเขต VAT ไทยตั้งแต่แรก กรณีที่พลาดบ่อยคือลูกค้าต่างชาติจ่ายเงิน แต่ใช้ผลงานในไทย ซึ่งไม่ได้อัตรา 0%
| ลักษณะบริการ | ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
|---|---|
| ทำงานในไทย ลูกค้าใช้ผลงานในต่างประเทศ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติใช้งานในประเทศของตัวเอง | อัตรา 0% |
| ไปทำงานในต่างประเทศทั้งหมด เช่น ส่งทีมไปติดตั้งระบบที่ต่างประเทศ | อยู่นอกขอบเขต VAT ไทย |
| ลูกค้าอยู่ต่างประเทศ แต่ใช้บริการในไทย เช่น จัดงานสัมมนาในไทยให้บริษัทต่างชาติ | อัตรา 7% ตามปกติ |
หลักฐานที่ควรเก็บคือสัญญาหรืออีเมลว่าจ้างที่ระบุว่านำผลงานไปใช้ที่ไหน และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ ถ้างานก้ำกึ่ง เช่น ลูกค้าใช้ผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ควรขอข้อหารือจากกรมสรรพากรก่อนออกเอกสาร
บางประเทศหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าบริการมาให้ ให้ขอหนังสือรับรองการหักภาษีจากลูกค้าเก็บไว้ทุกครั้ง เพราะอาจใช้เป็นเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นได้ ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจเงื่อนไขของแต่ละประเทศ
เอกสารหลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมเมื่อส่งออกสินค้า
เอกสาร 3 ชุดหลักที่สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าการส่งออกเกิดขึ้นจริง คือใบขนสินค้าขาออก เอกสารขายที่ออกให้ผู้ซื้อต่างประเทศ และหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ ข้อมูลในเอกสารทุกชุดต้องตรงกัน ทั้งชื่อผู้ซื้อ จำนวนสินค้า และมูลค่า ถ้าไม่ตรงกันจุดใดจุดหนึ่ง เจ้าหน้าที่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นการส่งออก
ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration)
ใบขนสินค้าขาออกคือเอกสารที่แสดงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและส่งออกจริง ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะต้องเป็นส่งออกสมบูรณ์ จึงจะใช้เป็นหลักฐาน VAT 0% ได้
เอกสารขายสำหรับการส่งออก
ผู้ส่งออกต้องออกเอกสารขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศทุกครั้งที่ส่งออก เช่น Commercial Invoice และระบุมูลค่าสินค้ากับอัตรา VAT 0% ไว้อย่างชัดเจน เอกสารนี้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด
หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ (Credit Advice หรือ SWIFT Slip)
เอกสารจากธนาคารที่ยืนยันว่าผู้ซื้อต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาจริง เช่น Credit Advice (หนังสือแจ้งเงินเข้า) หรือ SWIFT Slip เอกสารนี้ใช้พิสูจน์ว่าธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริงและเงินไหลเข้าประเทศไทย
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก พร้อมตัวอย่างจริง
การคำนวณ VAT ส่งออกไม่ซับซ้อน ภาษีขายเป็นศูนย์ ภาษีซื้อทั้งหมดจึงกลายเป็นยอดที่ขอคืนได้ จุดที่ต้องระวังมีสองเรื่อง คือการแปลงมูลค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท และกรณีเอกสารไม่ครบ ซึ่งทำให้ยอดที่ควรได้คืนกลายเป็นภาษีที่ต้องจ่าย
หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท
มูลค่าส่งออกที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งออก (วันที่ออกใบขนสินค้า) ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออัตราซื้อของธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ส่งออกใช้บริการ
ตัวอย่างการคำนวณ กรณีส่งออกถูกต้อง เอกสารครบ (ใช้สิทธิ์ VAT 0%)
สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 USD อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อ USD และซื้อวัตถุดิบในประเทศ 200,000 บาท (รวม VAT 7%)
ขั้นที่ 1 แปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท
มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท
ภาษีขาย = 350,000 × 0% = 0 บาท
ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีซื้อที่ขอคืนได้
ค่าวัตถุดิบก่อน VAT = 200,000 ÷ 1.07 = 186,916 บาท
ภาษีซื้อ = 200,000 – 186,916 = 13,084 บาท
ขั้นที่ 3 สรุปผลลัพธ์
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ภาษีขาย | 0 บาท |
| ภาษีซื้อ | 13,084 บาท |
| ขอคืนจากสรรพากร | 13,084 บาท |
ภาษีขายเป็น 0 แต่มีภาษีซื้อ 13,084 บาท ผู้ส่งออกจึงมีสิทธิ์ขอคืนเต็มจำนวนผ่านแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน)
ตัวอย่างการคำนวณ กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน (ต้องเสีย VAT 7%)
ใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่บริษัทไม่มีใบขนสินค้าขาออกหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ สรรพากรจะถือเป็นการขายในประเทศที่ต้องเสีย VAT 7%
ภาษีขาย = 350,000 × 7% = 24,500 บาท
ภาษีที่ต้องจ่าย = 24,500 – 13,084 = 11,416 บาท
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ภาษีที่ต้องจ่ายหลังหักภาษีซื้อ | 11,416 บาท |
| เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม | คิดเพิ่มตามจำนวนภาษีและระยะเวลาที่ล่าช้า |
จากที่ควรได้เงินคืน 13,084 บาท กลายเป็นต้องจ่าย 11,416 บาท ส่วนต่างรวม 24,500 บาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ผู้ส่งออกต้องจริงจังกับเอกสาร
ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออก
เมื่อส่งออกสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีส่งออกข้างต้น มูลค่า 350,000 บาท
บันทึกรายได้จากการส่งออก (VAT 0%)
| รายการ | เดบิต | เครดิต |
|---|---|---|
| ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ | 350,000 | |
| รายได้จากการขายส่งออก | 350,000 |
VAT เป็น 0% จึงไม่มียอดภาษีขายที่ต้องบันทึก
บันทึกภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ
| รายการ | เดบิต | เครดิต |
|---|---|---|
| สินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) | 186,916 | |
| ภาษีซื้อ | 13,084 | |
| เจ้าหนี้การค้า | 200,000 |
บันทึกการขอคืน VAT ผ่าน ภ.พ.30
| รายการ | เดบิต | เครดิต |
|---|---|---|
| ลูกหนี้กรมสรรพากร | 13,084 | |
| ภาษีซื้อ | 13,084 |
ค่าขนส่งสินค้าไปต่างประเทศก็ต้องบันทึกให้ถูกหมวดเช่นกัน ดูแนวทางได้ที่วิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง
ขั้นตอนการยื่นภาษีและแบบฟอร์มสำหรับธุรกิจส่งออก
ผู้ส่งออกที่จด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม เพราะการไม่ยื่นแบบมีค่าปรับแยกต่างหาก และเป็นช่องทางเดียวที่จะขอคืนภาษีซื้อได้ ขั้นตอนหลักคือลงรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ คำนวณผลต่าง แล้วเลือกว่าจะรับคืนเป็นเงินสดหรือยกไปใช้เดือนถัดไป
การลงรายงานภาษีขายและการยื่นแบบ ภ.พ.30
- ลงรายงานภาษีขาย โดยระบุมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท ช่อง VAT ใส่ 0 บาท
- ลงรายงานภาษีซื้อ จากใบกำกับภาษีที่ได้รับจากการซื้อวัตถุดิบหรือจ่ายค่าใช้จ่าย
- คำนวณภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าผลลัพธ์ติดลบ (ภาษีซื้อมากกว่า) มีสิทธิ์ขอคืน
- ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 ตามมาตรการขยายเวลาของกรมสรรพากรที่ใช้ถึง 31 มกราคม 2570
- เลือกว่าจะขอคืนเป็นเงินสด หรือยกไปเครดิตเดือนถัดไป
ปัญหาภาษีที่ผู้ส่งออก VAT 0% ต้องระวัง และวิธีป้องกัน
ปัญหาที่ทำให้ผู้ส่งออกเสียสิทธิ์ VAT 0% ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตั้งใจเลี่ยงภาษี แต่มาจากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือเข้าใจเงื่อนไขผิด การรู้จุดเสี่ยงล่วงหน้าช่วยให้ไม่ต้องเสีย VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
| ข้อผิดพลาด | ผลเสีย | วิธีป้องกัน |
|---|---|---|
| ไม่เก็บใบขนสินค้าขาออก หรือสถานะไม่สมบูรณ์ | ถูกเรียก VAT 7% ย้อนหลัง | ตรวจสถานะใบขนใน e-Customs ทุกครั้งหลังส่งออก |
| ไม่ลงรายงานภาษีขายเพราะคิดว่า VAT 0% ไม่ต้องทำอะไร | ข้อมูลไม่ตรงกับใบขน ขอคืน VAT ไม่ได้ | ออกเอกสารขายและลงรายงานภาษีขายอัตรา 0% ทุกครั้ง |
| ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน | มูลค่าส่งออกไม่ตรง ถูกปรับ | ใช้อัตรา ณ วันที่ออกใบขนสินค้า และเก็บหลักฐานอ้างอิง |
| ไม่มีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ | สรรพากรไม่เชื่อว่าส่งออกจริง | เก็บ Credit Advice หรือ SWIFT Slip ทุกรายการ |
| ขายให้ผู้ส่งออกรายอื่นในไทยแล้วคิด VAT 0% | ถือเป็นการขายในประเทศ ต้องเสีย 7% | คิด 0% เฉพาะเมื่อเป็นผู้ส่งออกเอง หรือเข้ากรณีที่ ป.97/2543 กำหนด |
| ยื่น ภ.พ.30 ช้ากว่ากำหนด | เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน | ตั้งเตือนให้ยื่นก่อนวันที่ 15 (กระดาษ) หรือ 23 (ออนไลน์) |
สรุป ภาษีส่งออกได้เปรียบ แต่สิทธิ์ขึ้นอยู่กับเอกสาร
ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษีชัดเจน เพราะ VAT 0% ทำให้เรียก VAT ที่จ่ายไปคืนได้ทุกบาท และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็นศูนย์ แต่สิทธิ์ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเอกสาร ผู้ส่งออกที่เก็บเอกสารเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงได้สิทธิ์ครบ แต่ยังได้เงินคืนเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนที่กลับมาใช้ขยายธุรกิจได้
- จด VAT ให้เรียบร้อย เพราะเป็นเงื่อนไขแรกของการใช้อัตรา 0% และขอคืนภาษีซื้อ
- เก็บเอกสาร 3 ชุดให้ครบและตรงกัน (ใบขน เอกสารขาย หลักฐานรับเงิน) เพราะเป็นตัวชี้ว่าจะได้ 0% หรือถูกประเมิน 7%
- ยื่น ภ.พ.30 ตรงเวลาทุกเดือน แม้ไม่มีภาษีต้องชำระ เพื่อรักษาสิทธิ์ขอคืนภาษีซื้อ
จัดการภาษีส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดระบบเอกสารและบัญชีให้พร้อมสำหรับทุกออร์เดอร์ต่างประเทศ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ
ภาษีส่งออกกี่เปอร์เซ็นต์
ภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออกที่เข้าเงื่อนไขคือ 0% ส่วนอากรขาออกสินค้าส่วนใหญ่ไม่มี มีเฉพาะบางรายการที่อัตราแตกต่างกันตามพิกัด เช่น ไม้ส่งออกที่ 10% ของราคา FOB คำตอบจึงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ควรเช็กพิกัดศุลกากรของสินค้าตัวเองก่อน
ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon หรือ Shopee Global ได้ VAT 0% ไหม
ได้ ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Air Waybill) และหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ แม้จะขายผ่านแพลตฟอร์มก็ต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบ มิฉะนั้นสรรพากรอาจปรับเป็น VAT 7%
ส่งออกแล้วสินค้าถูกตีกลับ (Re-import) ต้องเสีย VAT อีกไหม
สินค้าที่ส่งออกแล้วนำกลับเข้ามาอาจต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ขาเข้าใหม่ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร เช่น ส่งกลับมาซ่อมแล้วส่งออกอีกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกกรณีเพื่อใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง
ผู้ส่งออกนำภาษีซื้อมาใช้ได้ภายในกี่เดือน
ภาษีซื้อควรนำมาใช้ในเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษี ถ้ามีเหตุจำเป็นที่ใช้ไม่ทันในเดือนนั้น ยังนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ยิ่งยื่นเร็ว ยิ่งได้เงินคืนเร็ว
ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษี กรณีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือขอข้อหารือจากกรมสรรพากรงหมด ตัวอย่างเช่น รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติที่ใช้งานในต่างประเทศ แต่ถ้าบริการถูกใช้ในไทยแม้แต่บางส่วน จะไม่เข้าเงื่อนไข VAT 0% ทั้งรายการ ต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวนแทน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1(2))
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
