Table of Contents

ผู้สอบบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร

ผู้สอบบัญชี (Auditor) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของกิจการอย่างเป็นอิสระ แล้วแสดงความเห็นว่างบการเงินนั้นถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินหรือไม่ โดยในวงการธุรกิจมักเรียกว่าผู้ตรวจสอบบัญชี นักตรวจสอบบัญชี หรือออดิเตอร์

บทบาทของผู้สอบบัญชีมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ

  • ข้อกำหนดตามกฎหมาย: งบการเงินของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด ต้องผ่านการตรวจสอบและลงลายมือชื่อรับรองก่อนนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
  • ฐานข้อมูลสำหรับการยื่นภาษี: ตัวเลขในงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจะนำไปใช้คำนวณและยื่น แบบ ภ.ง.ด.50 พร้อมใช้เป็นหลักฐานชี้แจงเมื่อกรมสรรพากรเรียกตรวจ
  • สร้างความน่าเชื่อถือต่อสถาบันการเงินและคู่ค้า: ธนาคารใช้งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณาสินเชื่อธุรกิจ และลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ใช้ประกอบการพิจารณาขึ้นทะเบียนผู้ขาย

ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค (ชื่อสมมุติ) ผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ปีล่าสุด 25 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อกำหนดในทางปฏิบัติ

ผู้สอบบัญชีต่างจากนักบัญชีอย่างไร

ผู้จัดทำและผู้ตรวจสอบทำงานกับงบการเงินชุดเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งและมีบทบาทหน้าที่แยกขาดจากกัน

ประเด็นเปรียบเทียบผู้ทำบัญชี (นักบัญชี)ผู้สอบบัญชี (Auditor)
หน้าที่หลักบันทึกรายการบัญชีรายวันและจัดทำงบการเงินตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินและออกหน้ารายงานแสดงความเห็น
สังกัดการทำงานพนักงานประจำของกิจการ หรือสำนักงานบัญชีที่รับจ้างทำบัญชีผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการที่ตรวจ
ใบอนุญาตวิชาชีพขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามคุณสมบัติที่กำหนดได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี (CPA) หรือกรมสรรพากร (TA)
ผลลัพธ์ของงานงบการเงินประจำงวดและประจำปีหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

ผู้สอบบัญชี CPA หรือ TA ไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินที่ตนเองหรือทีมงานของตนเป็นผู้จัดทำได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความเป็นอิสระทางวิชาชีพ กิจการจึงต้องแยกผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเป็นคนละคนเสมอ

ผู้สอบบัญชี (ผู้ตรวจสอบบัญชี) มีกี่ประเภท

ผู้ที่สามารถลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินตามกฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต และมีกลุ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับบริษัทในตลาดทุนอีก 1 กลุ่ม

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA (Certified Public Accountant) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สามารถตรวจสอบและรับรองงบการเงินของนิติบุคคลได้ทุกรูปแบบ ทั้งบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกขนาด

ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA)

ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเฉพาะของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท โดย TA ไม่สามารถตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดได้

ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทที่เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี CPA ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง

ผู้ตรวจสอบภายใน ไม่ใช่ผู้สอบบัญชีตามกฎหมาย

ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) เป็นบุคลากรภายในหรือผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ประเมินระบบการควบคุมภายในและความเสี่ยงขององค์กร แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินเพื่อนำส่งหน่วยงานราชการ ศึกษารายละเอียดของงานตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่บทความ Audit คืออะไร

CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง CPA และ TA สรุปได้ผ่านเกณฑ์อำนาจหน้าที่และขอบเขตตามกฎหมายดังนี้

ประเด็นเปรียบเทียบผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA)
หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
กฎหมายรองรับพ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต
ประเภทกิจการที่ตรวจสอบได้บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ห้างหุ้นส่วนทุกขนาดเฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก
เกณฑ์ขนาดกิจการไม่จำกัดขนาดทุน สินทรัพย์ และรายได้ทุน ≤ 5 ล้าน สินทรัพย์ ≤ 30 ล้าน รายได้ ≤ 30 ล้าน
ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างชำระบัญชีมีอำนาจตรวจสอบได้ไม่มีอำนาจตรวจสอบ
เพดานจำนวนการลงนามต่องวดปีเป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดรวมกับงาน CPA แล้วไม่เกิน 300 รายต่อปี

กิจการแบบไหนต้องมีผู้สอบบัญชี

ภาระหน้าที่ในการจัดให้มีผู้สอบบัญชีขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลและขนาดของกิจการ

รูปแบบองค์กรธุรกิจข้อกำหนดผู้สอบบัญชีประเภทผู้สอบบัญชีที่สามารถใช้บริการได้
บุคคลธรรมดา / ร้านค้าพาณิชย์ทั่วไปไม่ต้องมีไม่ต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงิน
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก (ไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ)ต้องมีสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง TA หรือ CPA
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต้องมีต้องใช้ CPA เท่านั้น
บริษัทจำกัด / บริษัทมหาชนจำกัดต้องมีต้องใช้ CPA เท่านั้น
ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชีต้องมีต้องใช้ CPA เท่านั้น

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณารูปแบบองค์กร สามารถศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี

ตัวอย่าง หจก. ที่โตจนต้องเปลี่ยนจาก TA เป็น CPA

กรณีศึกษา หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค ในปี 2568 มีทุน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ 25 ล้านบาท ซึ่งไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ จึงสามารถว่าจ้าง TA ตรวจสอบงบการเงินได้

รอบปีบัญชีทุนจดทะเบียนสินทรัพย์รวมรายได้รวมประเภทผู้สอบบัญชีที่ต้องใช้
ปี 25682 ล้านบาท18 ล้านบาท25 ล้านบาทสามารถใช้ TA หรือ CPA
ปี 25692 ล้านบาท24 ล้านบาท35 ล้านบาทต้องใช้ CPA เท่านั้น (รายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท)
ปี 2570 (แปรสภาพเป็น บจก.)10 ล้านบาท30 ล้านบาท42 ล้านบาทต้องใช้ CPA เท่านั้น (เป็นบริษัทจำกัด)

ในปี 2569 เมื่อกิจการได้รับงานเพิ่มขึ้นจนรายได้แตะ 35 ล้านบาท เกินเกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทเพียงข้อเดียว หจก. จะต้องปรับเปลี่ยนมาว่าจ้าง CPA ทันที กิจการจึงควรติดตามรายได้สะสมระหว่างปีเพื่อจัดหาผู้สอบบัญชีล่วงหน้า

ผู้สอบบัญชีทำอะไรบ้าง

กระบวนการตรวจสอบงบการเงินเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนวันสิ้นรอบปีบัญชี และเสร็จสิ้นเมื่อส่งมอบหน้ารายงานที่ลงนามรับรอง โดยมีขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน

  1. ตอบรับงานและประเมินความเป็นอิสระ: ตกลงขอบเขตการทำงาน ค่าธรรมเนียม และตรวจสอบว่าผู้สอบบัญชีไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกิจการ
  2. วางแผนการตรวจสอบบัญชี: ศึกษาทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจ ระบบการควบคุมภายใน และประเมินจุดเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ เช่น การรับรู้รายได้สัญญาบริการ
  3. ปฏิบัติงานตรวจสอบหลักฐาน: สุ่มตรวจเอกสารใบสำคัญ ส่งหนังสือยืนยันยอดเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และเข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงคลัง
  4. สรุปข้อผิดพลาดและเสนอรายการปรับปรุง: แจ้งรายการที่บันทึกไม่ถูกต้องให้ผู้บริหารและฝ่ายบัญชีดำเนินการปรับปรุงตัวเลขในระบบ
  5. ออกหน้ารายงานของผู้สอบบัญชี: แสดงความเห็นต่องบการเงิน เพื่อให้คณะกรรมการนำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติและนำส่งต่อ DBD และกรมสรรพากร

ธุรกิจรับเหมาโดนตรวจจุดไหนเป็นพิเศษ

แต่ละประเภทธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางบัญชีที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบ ผู้สอบบัญชีจะให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก

จุดตรวจสอบสำคัญเหตุผลความเสี่ยงทางบัญชีสิ่งที่กิจการต้องจัดเตรียม
การรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จรายได้ของโครงการระยะยาวต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงรายงานสรุปงบประมาณและต้นทุนจริงแยกรายโครงการ
เงินประกันผลงานที่ลูกค้าหักไว้ (Retention)ยอดค้างรับนานและมีความเสี่ยงต่อการเก็บเงินไม่ได้ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานพร้อมระบุวันครบกำหนดคืน
ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายยอดภาษีต้องสัมพันธ์กับรายได้และมีหลักฐานใช้เครดิตครบถ้วนหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ครบทุกฉบับ
วัสดุอุปกรณ์คงเหลือหน้างานวัสดุที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ติดตั้งต้องบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือรายงานการเบิกจ่ายวัสดุแยกตามหน่วยงานและรายงานตรวจนับ

ความเห็นของผู้สอบบัญชี 4 แบบ

หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นต่องบการเงินใน 4 รูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ

รูปแบบความเห็นความหมายทางวิชาชีพผลกระทบต่อกิจการ
ไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion)งบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินในสาระสำคัญงบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงสุด ใช้ยื่นกู้และประมูลงานได้ตามปกติ
มีเงื่อนไข (Qualified Opinion)งบการเงินถูกต้อง ยกเว้นเฉพาะรายการที่มีข้อผิดพลาดแต่ไม่แผ่กระจายธนาคารหรือคู่ค้าอาจขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมเฉพาะจุด
ไม่ถูกต้อง (Adverse Opinion)งบการเงินมีข้อผิดพลาดที่มีสาระสำคัญและแผ่กระจายอย่างมากความน่าเชื่อถือลดลงอย่างรุนแรง และอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ
ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion)ผู้สอบบัญชีถูกจำกัดขอบเขตหรือไม่ได้รับหลักฐานเพียงพอในการตรวจสอบมักเกิดจากเอกสารสูญหาย กิจการต้องเร่งปรับปรุงระบบบัญชีทันที

ปฏิทินทำงานกับผู้ตรวจสอบตลอดปี

สำหรับกิจการที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ไทม์ไลน์การทำงานร่วมกับผู้สอบบัญชีจะมีลำดับดังนี้

ช่วงเวลาดำเนินงานบทบาทหน้าที่ของกิจการบทบาทหน้าที่ของผู้สอบบัญชี
ตุลาคม – พฤศจิกายนตกลงว่าจ้างและกำหนดขอบเขตระยะเวลาตรวจสอบประเมินความเป็นอิสระและจัดทำแผนการตรวจสอบล่วงหน้า
ธันวาคมจัดเตรียมนัดหมายการตรวจนับสต๊อกและทรัพย์สินสิ้นปีเข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงคลัง
มกราคม – กุมภาพันธ์ปิดสมุดบัญชี ส่งงบทดลองและแฟ้มเอกสารประกอบงบส่งหนังสือยืนยันยอดธนาคาร ลูกหนี้ และตรวจสอบรายการค้า
มีนาคมบันทึกรายการปรับปรุงบัญชีตามข้อตรวจพบสรุปผลการตรวจสอบและส่งร่างหน้ารายงานให้ผู้บริหาร
เมษายนจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงินออกหน้ารายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง
พฤษภาคมยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filingเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบประจำปี

เอกสารที่ควรเตรียมก่อนผู้ตรวจเข้างาน

การเตรียมเอกสารให้พร้อมช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบและป้องกันค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม โดยควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 หมวด

  1. งบทดลอง สมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป และผังบัญชีทั้งปี
  2. Statement ธนาคารทุกบัญชี พร้อมงบกระทบยอดเงินฝากธนาคาร ณ วันสิ้นงวด
  3. รายงานทะเบียนลูกหนี้การค้าและเจ้าหนี้การค้า พร้อมรายละเอียดแยกรายตัว
  4. สัญญาจ้าง ใบสั่งซื้อ และหลักฐานแสดงความคืบหน้าของโครงการ
  5. ทะเบียนทรัพย์สินถาวรพร้อมตารางคำนวณค่าเสื่อมราคาประจำปี
  6. สำเนาแบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นตลอดปี เช่น ภ.พ.30, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.51

ตรวจสอบรายชื่อผู้สอบบัญชีได้อย่างไร

ก่อนตกลงว่าจ้าง กิจการควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีว่ายังคงมีผลสมบูรณ์และไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ผ่าน 3 ช่องทาง

  1. ตรวจสอบสถานะใบอนุญาต CPA: ผ่าน ระบบตรวจสอบสถานะใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ของสภาวิชาชีพบัญชี โดยค้นหาด้วยเลขทะเบียน ชื่อ หรือนามสกุล
  2. ตรวจสอบประวัติการลงลายมือชื่อในงบการเงิน: ผ่าน ระบบตรวจสอบผู้สอบบัญชีที่ลงลายมือชื่อ เพื่อยืนยันว่าชื่อที่ปรากฏในระบบตรงกับผู้สอบบัญชีที่ว่าจ้างจริง
  3. ตรวจสอบสถานะ TA: ขอเลขทะเบียนผู้สอบบัญชีภาษีอากรและหนังสือรับรอง เพื่อตรวจสอบสถานะกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่

เลือกผู้สอบบัญชีให้กิจการอย่างไร

นอกเหนือจากความถูกต้องของใบอนุญาต กิจการควรพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจ้าง

  • ความเชี่ยวชาญในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน: ผู้สอบบัญชีที่มีประสบการณ์ในสายธุรกิจเฉพาะ เช่น งานรับเหมาก่อสร้างหรือโรงงานอุตสาหกรรม จะเข้าใจลักษณะการรับรู้ต้นทุนและให้คำแนะนำได้อย่างตรงจุด
  • การบริหารจัดการเวลาส่งมอบงาน: บริษัทจำกัดต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นภายใน 4 เดือนหลังสิ้นปีบัญชี จึงควรนัดหมายและตกลงกรอบเวลาส่งมอบร่างงบการเงินล่วงหน้าตั้งแต่ไตรมาสสุดท้าย
  • ความพร้อมของระบบเอกสารในองค์กร: หากกิจการมีระบบบัญชีที่จัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระเบียบ จะช่วยลดเวลาในการตรวจสอบและช่วยประหยัดค่าบริการตรวจสอบบัญชี

ค่าสอบบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร

ค่าบริการตรวจสอบบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย แต่กำหนดขึ้นจากความซับซ้อนและปริมาณงาน

ปัจจัยกำหนดค่าบริการผลกระทบต่ออัตราค่าตรวจสอบบัญชี
รูปแบบนิติบุคคลบริษัทจำกัดมีขั้นตอนตรวจสอบและข้อกำหนดมาตรฐานสูงกว่า หจก. ขนาดเล็ก
ปริมาณธุรกรรมและขนาดรายได้กิจการที่มีรายการค้าจำนวนมากต้องใช้เวลาและขนาดตัวอย่างในการสุ่มตรวจสูงขึ้น
ความซับซ้อนของประเภทธุรกิจธุรกิจที่มีงานระหว่างทำ สต๊อกสินค้าหลายคลัง หรือธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
ความสมบูรณ์ของเอกสารทางบัญชีหากเอกสารไม่ครบถ้วนและต้องปรับปรุงตัวเลขมาก ค่าบริการจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ใช้

ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อพิจารณาเพิ่มเติมได้ที่บทความ กิจการจำเป็นต้องจ้างผู้สอบบัญชีหรือไม่

อยากเป็นผู้สอบบัญชีต้องทำอย่างไร

การก้าวสู่เส้นทางวิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ต้องผ่านเกณฑ์ 4 ขั้นตอนตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด

ขั้นตอนเกณฑ์คุณสมบัติและข้อกำหนด
1. คุณวุฒิการศึกษาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง
2. การฝึกหัดงานสอบบัญชีขึ้นทะเบียนผู้ฝึกหัดงานและเก็บชั่วโมงฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3 ปี (ไม่เกิน 5 ปี) รวมไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง
3. การทดสอบความรู้สอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดผ่านระบบ e-Testing
4. การขอรับใบอนุญาตและคงสถานะยื่นขอขึ้นทะเบียน CPA และเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ทุกปี

เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้สอบบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเพื่อรักษาสถานภาพตามเกณฑ์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร เก็บชั่วโมงยังไง

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

  • ความรับผิดชอบต่องบการเงินยังคงเป็นของผู้บริหาร: ผู้สอบบัญชีทำหน้าที่แสดงความเห็นต่องบการเงิน แต่กรรมการผู้มีอำนาจยังคงเป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมด
  • ตรวจสอบเกณฑ์ขนาดกิจการเป็นประจำทุกปี: ห้างหุ้นส่วนที่เคยใช้บริการ TA ในปีก่อนหน้า หากมีรายได้ สินทรัพย์ หรือทุนเกินเกณฑ์ในปีปัจจุบัน จะต้องเปลี่ยนไปใช้ CPA ทันที
  • การนำส่งงบการเงินล่าช้ามีบทลงโทษ: นิติบุคคลที่ไม่นำส่งงบการเงินตามกำหนดเวลาจะมีโทษปรับตามกฎหมาย และหากไม่นำส่งติดต่อกันเกิน 3 ปี อาจถูกขีดชื่อเป็นนิติบุคคลร้าง
  • การเปลี่ยนผู้สอบบัญชีต้องส่งมอบงานอย่างถูกต้อง: หากมีการเปลี่ยนผู้สอบบัญชี ควรประสานงานจัดเตรียมยอดยกมาและกระดาษทำการเพื่อให้การทำงานของรายใหม่มีความต่อเนื่อง

สรุป – ผู้สอบบัญชี หัวใจสำคัญของความโปร่งใสและงบการเงินที่น่าเชื่อถือ

ผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการ โดยบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ ส่วนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กสามารถเลือกใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การวางระบบบัญชีที่ดีและจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบงบการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนของกิจการ

เตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมส่งผู้สอบบัญชีด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์เอกสารต้นฉบับในระบบคลาวด์ จัดทำสมุดบัญชีแยกประเภท งบทดลอง และทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถส่งมอบข้อมูลและรายงานที่ครบถ้วนให้แก่ผู้สอบบัญชีได้อย่างรวดเร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับความถูกต้องของงานบัญชีและปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ

ศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้ทางบัญชีได้ที่คลังบทความหมวด บัญชี ของ PEAK

แหล่งอ้างอิงข้อมูล


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้สอบบัญชี

ผู้สอบบัญชี ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร

คำว่าผู้สอบบัญชีในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Auditor ส่วนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้คำว่า Certified Public Accountant (CPA) และผู้สอบบัญชีภาษีอากรใช้คำว่า Tax Auditor (TA)

ผู้ตรวจสอบบัญชีกับผู้สอบบัญชีต่างกันไหม

ในทางกฎหมายถือเป็นบุคคลเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติการบัญชีและพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีจะใช้คำว่า ผู้สอบบัญชี ส่วนคำว่า ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือ ออดิเตอร์ เป็นภาษาปากที่ใช้เรียกกันทั่วไป ทั้งนี้ หมายถึงผู้สอบบัญชีอิสระภายนอก (External Auditor) ไม่รวมถึงผู้ตรวจสอบภายในขององค์กร

CPA คืออะไร ต่างจาก CPD อย่างไร

CPA คือใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ส่วน CPD (Continuing Professional Development) คือการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทั้งผู้สอบบัญชี (CPA) และผู้ทำบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเก็บชั่วโมงทุกปีเพื่อต่ออายุและรักษาสถานภาพทางวิชาชีพ

ผู้สอบบัญชีต้องจบอะไร

ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง หากต้องการเป็น CPA จะต้องผ่านการฝึกหัดงานสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง และสอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ส่วนการเป็น TA จะต้องผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำอะไร

ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำหน้าที่เป็นทีมงานสนับสนุนของ CPA ในการลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสาร ทำการสุ่มตรวจรายการค้า ส่งหนังสือยืนยันยอด และจัดทำกระดาษทำการประกอบงบการเงิน แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อรับรองหน้ารายงานได้ โดยตำแหน่งนี้ใช้สำหรับเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อเตรียมสอบเป็น CPA

บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจต้องมีผู้สอบบัญชีไหม

ไม่ต้องมี กิจการที่ประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แต่มีหน้าที่รวบรวมเอกสารรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ผู้สอบบัญชีกับเจ้าหน้าที่สรรพากรต่างกันอย่างไร

ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่กิจการว่าจ้างมาเพื่อตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรคือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการตรวจสอบการเสียภาษีและประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ดังนั้น งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว จึงยังคงมีโอกาสถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้

นิติบุคคลส่งงบการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบได้ไหม

ไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้งบการเงินของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องมีหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีแนบประกอบการนำส่งเสมอ หากส่งงบการเงินโดยไม่มีลายมือชื่อผู้สอบบัญชี จะถือว่ายังไม่ได้นำส่งงบการเงินและมีโทษปรับตามกฎหมาย

ห้างหุ้นส่วนเลือกใช้ CPA แทน TA ได้ไหม

สามารถทำได้ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กมีสิทธิเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ตามความประสงค์ ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนที่มีขนาดเกินเกณฑ์ หรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี กฎหมายบังคับว่าต้องใช้บริการ CPA เท่านั้น


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย