บัญชีทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Proforma Invoice คืออะไร ต่างจาก Invoice ทั่วไปยังไง

Proforma Invoice คืออะไร และสำคัญอย่างไร Proforma Invoice คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าหรือบริการ เพื่อแจ้งรายการ ราคา และเงื่อนไขการซื้อขายล่วงหน้า ผู้ซื้อใช้เอกสารนี้ขออนุมัติงบ เปิด L/C หรือโอนเงินมัดจำ แต่ตัวเอกสารเองยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน และไม่ใช่ใบกำกับภาษี พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice เป็นร่างใบแจ้งหนี้ที่หน้าตาคล้ายใบแจ้งหนี้จริง แต่ออกก่อนที่การขายจะเกิดขึ้น ไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับรูปแบบไว้ จึงใช้ได้ทั้งการค้าในประเทศและการนำเข้าส่งออก สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน Proforma Invoice แปลว่าอะไร Proforma Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้เบื้องต้น หรือใบแจ้งราคาล่วงหน้า คำว่า pro forma มาจากภาษาละติน แปลว่าตามรูปแบบ สื่อว่าเอกสารนี้ทำตามรูปแบบใบแจ้งหนี้ แต่ยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ตัวจริง ในวงการนำเข้าส่งออกมักย่อว่า PI และบางครั้งสะกดแยกเป็น pro forma invoice ทั้งสองแบบหมายถึงเอกสารเดียวกัน Proforma Invoice ต่างจาก Invoice ใบเสนอราคา และใบกำกับภาษีอย่างไร ความต่างอยู่ที่จังหวะการออกและผลทางบัญชี Proforma Invoice ออกก่อนการขายเกิดขึ้น จึงยังไม่บันทึกเป็นรายได้หรือลูกหนี้ ส่วนใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีออกเมื่อการขายเกิดขึ้นแล้ว และใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษีได้ ตารางเปรียบเทียบ Proforma Invoice กับเอกสารที่มักสับสนกัน เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้ทำอะไร ใช้บันทึกบัญชีหรือภาษีได้ไหม ใบเสนอราคา (Quotation) ตอนลูกค้าขอราคา เสนอราคาเพื่อให้ลูกค้าเลือก ไม่ได้ Proforma Invoice หลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ขออนุมัติงบ เปิด L/C เรียกมัดจำ ไม่ได้ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เมื่อส่งมอบหรือถึงงวดเรียกเก็บ แจ้งยอดที่ลูกค้าต้องจ่าย ได้ บันทึกรายได้และลูกหนี้ Commercial Invoice ตอนส่งสินค้าออกจริง เอกสารการค้าระหว่างประเทศ ใช้ผ่านพิธีการศุลกากร ได้ ในฐานะหลักฐานการขายส่งออก ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เมื่อความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ ได้ อ่านตารางนี้อย่างไร Proforma Invoice ออกก่อนหรือหลังใบสั่งซื้อ (PO) ออกได้ทั้งก่อนและหลัง แล้วแต่ฝั่งผู้ซื้อ ลูกค้าที่ต้องขออนุมัติงบมักขอ Proforma ก่อน แล้วจึงออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ส่วนลูกค้าที่ออก PO มาก่อน ผู้ขายจะออก Proforma ตามรายการใน PO เพื่อเรียกมัดจำหรือให้ลูกค้าไปเปิด L/C ลำดับเอกสารที่พบบ่อยในการขายแบบมีมัดจำ เป็นแบบนี้ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → Proforma Invoice → รับมัดจำและออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำ → ส่งมอบสินค้า → ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ → ใบเสร็จรับเงิน Proforma Invoice ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลหลักมี 5 กลุ่ม คือ ข้อมูลคู่ค้า รายการสินค้าและราคา เงื่อนไขการส่งมอบ เงื่อนไขการชำระเงิน และวันหมดอายุของราคา ไม่มีกฎหมายกำหนดหัวข้อตายตัว แต่ถ้าใช้เปิด L/C ธนาคารจะตรวจว่าข้อมูลตรงกับสัญญาซื้อขาย กลุ่มข้อมูล สิ่งที่ต้องระบุ ทำไมถึงสำคัญ หัวเอกสาร คำว่า PROFORMA INVOICE เลขที่ วันที่ กันไม่ให้ลูกค้านำไปใช้แทนใบกำกับภาษี คู่ค้า ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้ตรงกับเอกสารฉบับจริงที่จะออกต่อไป สินค้าและราคา รายการ จำนวน ราคาต่อหน่วย สกุลเงิน ยอดรวม VAT (ถ้ามี) ลูกค้าใช้ขออนุมัติงบได้ทันที การส่งมอบ วันส่ง สถานที่ส่ง และสำหรับส่งออกให้ระบุเงื่อนไข Incoterms เช่น FOB หรือ CIF กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงช่วงไหน การชำระเงินและอายุราคา สัดส่วนมัดจำ ช่องทางจ่าย บัญชีธนาคาร วันหมดอายุของราคา กันข้อพิพาทเมื่อต้นทุนเปลี่ยน คำว่า Incoterms หมายถึงกติกาสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงของสินค้าถึงจุดไหน ใส่ไว้ใน Proforma ตั้งแต่ต้นจะได้ไม่ต้องเถียงกันเรื่องค่าระวางภายหลัง สำหรับงานส่งออก ควรเพิ่มพิกัดศุลกากร (HS Code คือรหัสสินค้ามาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดอัตราอากร) น้ำหนัก จำนวนหีบห่อ ประเทศต้นทาง และท่าเรือต้นทางปลายทาง เพราะผู้ซื้อจะใช้ข้อมูลชุดนี้ไปประมาณต้นทุนนำเข้าทั้งก้อน ทั้งค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากร และ VAT นำเข้า ตัวอย่าง Proforma Invoice หน้าตาเป็นอย่างไร ตัวอย่างนี้ใช้กรณีสมมติของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าทอมือที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โรงแรมของคุณต้นในเชียงใหม่ต้องการกระเป๋าใส่ของใช้ในห้องพัก 400 ใบ และขอ Proforma ไปเสนอผู้บริหาร หัวข้อ รายละเอียด หัวเอกสาร PROFORMA INVOICE (ไม่ใช่ใบกำกับภาษี) เลขที่ PI-2569-015 วันที่ 1 พ.ย. 2569 ผู้ขาย บริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-5055-6xxxx-xx-x ผู้ซื้อ บริษัท คุณต้นโฮเทล จำกัด (สำนักงานใหญ่) รายการ กระเป๋าผ้าทอมือ ขนาด 25 × 30 ซม. 400 ใบ × 250 บาท = 100,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 100,000 × 7% = 7,000 บาท ยอดรวม 107,000 บาท การชำระเงิน มัดจำ 30% = 32,100 บาท ก่อนเริ่มผลิต ส่วนที่เหลือ 74,900 บาท ภายใน 30 วันหลังส่งมอบ การส่งมอบ ส่งถึงโรงแรมภายใน 45 วันหลังรับมัดจำ อายุราคา ราคานี้ใช้ได้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2569 จุดที่มักถูกมองข้ามคือบรรทัด ไม่ใช่ใบกำกับภาษี บนหัวเอกสาร ถ้าไม่เขียนไว้ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าบางแห่งอาจนำไปบันทึกภาษีซื้อผิดงวด และวนกลับมาขอเอกสารใหม่ภายหลัง รับเงินมัดจำตาม Proforma Invoice ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ต้องออก ถ้าผู้ขายจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับการขายสินค้า ความรับผิดเสียภาษีโดยปกติเกิดเมื่อส่งมอบ แต่ถ้าได้รับชำระราคาก่อนส่งมอบ ความรับผิดจะเกิดทันทีในวันที่รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78(1)) และผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดขึ้น (มาตรา 86) กรมสรรพากรอธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดในคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 ว่าเงินที่รับไว้ก่อนส่งมอบ ไม่ว่าจะเรียกว่าเงินจ่ายล่วงหน้าหรือเงินประกัน ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ต้องนำมารวมคำนวณภาษีด้วย ส่วนงานบริการ ความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการอยู่แล้ว (มาตรา 78/1) พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice ไม่ได้ทำให้ภาษีเกิด แต่เงินที่โอนเข้ามาตาม Proforma ทำให้ภาษีเกิด กลับมาที่คุณมิ้นท์ โรงแรมของคุณต้นโอนมัดจำ 32,100 บาท เข้ามาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 คุณมิ้นท์ต้องออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 5 พฤศจิกายน และนำภาษีขายไปยื่นในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนพฤศจิกายน ภาษีขายรวม 2 ใบ เท่ากับ 7,000 บาท ตรงกับยอดใน Proforma พอดี ถ้าออกใบกำกับภาษีเต็มยอด 107,000 บาท ตอนส่งของโดยไม่ได้ออกใบส่วนมัดจำไว้ก่อน ภาษีขาย 2,100 บาท จะไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคมแทนเดือนพฤศจิกายน ถ้าถูกตรวจพบ แบบเดือนพฤศจิกายนจะถือว่ายื่นภาษีขายขาด มีเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ขาด หรือ 2,100 บาท (มาตรา 89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือ 31.50 บาท ต่อเดือน (มาตรา 89/1) ทางที่ดีที่สุดคือออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำในวันที่เงินเข้าบัญชี ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้าขอยกเลิกคำสั่งซื้อแล้วคุณมิ้นท์คืนมัดจำ ให้ออกใบลดหนี้ (เอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อลดยอดขายและภาษีขายที่เคยออกไปแล้ว) อ่านวิธีทำได้ที่บทความ ใบลดหนี้คืออะไร บันทึกบัญชีเมื่อรับมัดจำและเมื่อส่งมอบสินค้าอย่างไร ตอนรับมัดจำ ให้บันทึกเป็นหนี้สินในบัญชีเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ยังไม่ใช่รายได้ เพราะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศใช้ รายได้จากการขายสินค้าจะรับรู้เมื่อโอนการควบคุมหรือความเสี่ยงและผลตอบแทนในสินค้าให้ผู้ซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปคือวันส่งมอบ วันที่ 5 พ.ย. 2569 รับมัดจำ บัญชี เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 32,100 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 ภาษีขาย 2,100 วันที่ 20 ธ.ค. 2569 ส่งมอบกระเป๋าครบ 400 ใบ และออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ บัญชี เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 74,900 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 4,900 หลังรายการที่สอง บัญชีเงินรับล่วงหน้าเป็นศูนย์ รายได้ 100,000 บาท ไปอยู่ในเดือนธันวาคมทั้งก้อน ส่วนวันที่ออก Proforma Invoice เองไม่ต้องบันทึกบัญชีใดๆ ถ้าเป็น Proforma Invoice สำหรับส่งออก ต้องคิด VAT ไหม คิด VAT ในอัตราร้อยละ 0 การส่งออกสินค้าเป็นกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 (มาตรา 80/1(1)) Proforma สำหรับลูกค้าต่างประเทศจึงไม่ต้องบวก VAT 7% แต่ยังต้องทำเอกสารส่งออกและยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามปกติ สมมติลูกค้าร้านขายของที่ระลึกในญี่ปุ่นสั่งกระเป๋าจากคุณมิ้นท์ 1,000 ใบ ราคาใบละ 8 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระด้วย L/C เงื่อนไข FOB Laem Chabang (Free On Board คือผู้ขายรับผิดชอบจนสินค้าขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง หลังจากนั้นค่าขนส่งและความเสี่ยงเป็นของผู้ซื้อ) ข้อควรระวังคือชื่อสินค้า จำนวน และราคาใน Commercial Invoice ตอนส่งของจริงต้องตรงกับ L/C ที่เปิดตาม Proforma ถ้าเปลี่ยนสเปกหรือจำนวนระหว่างทาง ควรให้ลูกค้าแก้ L/C ก่อนส่งของ ไม่อย่างนั้นธนาคารอาจปฏิเสธการจ่ายเงิน ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Proforma Invoice จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่อง Proforma แทบไม่เคยมาจากตัวเอกสาร แต่มาจากสิ่งที่เกิดหลังลูกค้าโอนเงินเข้ามา สรุป – Proforma Invoice ต้องเข้าใจอะไรบ้าง Proforma Invoice เป็นแค่เอกสารแจ้งราคาล่วงหน้า แต่เงินที่ลูกค้าโอนตามเอกสารนี้คือจุดที่ภาระภาษีเริ่มต้น Proforma Invoice ออกหลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ใช้ขออนุมัติงบ เปิด L/C และเรียกมัดจำ ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ใช้บันทึกรายได้หรือขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ขายที่จด VAT รับมัดจำวันไหน ต้องออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำวันนั้น และบันทึกมัดจำเป็นเงินรับล่วงหน้า แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเปิด Proforma Invoice ที่ลูกค้ายังค้างอยู่ทั้งหมด แล้วเช็กว่ารายการไหนรับมัดจำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี รายการนั้นควรแก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป จัดการเอกสารและภาษีมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK ปัญหาที่พบบ่อยของหลายธุรกิจไม่ใช่เรื่องไม่รู้กฎหมาย แต่เป็นเพราะเอกสารแต่ละใบกระจัดกระจายอยู่คนละไฟล์ จนตามเช็กได้ยาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างนี้โดยเฉพาะ ด้วยระบบเอกสารที่เชื่อมต่อกันทั้งกระบวนการขาย สามารถสร้างใบกำกับภาษีแบบแยกยอดจากเอกสารเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลซ้ำ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะมัดจำได้ครบถ้วน และยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมั่นใจทุกเดือน – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Proforma Invoice ผู้ซื้อใช้ Proforma Invoice ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม ไม่ได้ Proforma Invoice ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ถ้าโอนมัดจำไปแล้ว ให้ขอใบกำกับภาษีส่วนมัดจำจากผู้ขาย แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษี ออก Proforma Invoice แล้ว ลูกค้ายกเลิกได้ไหม ได้ ถ้ายังไม่ได้ยืนยันคำสั่งซื้อ เพราะ Proforma เป็นเพียงข้อเสนอแจ้งราคา แต่ถ้าลูกค้าลงนามยืนยันหรือโอนมัดจำแล้ว การยกเลิกจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และผู้ขายที่ออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำไปแล้ว ต้องออกใบลดหนี้เมื่อคืนเงิน กิจการที่ยังไม่จด VAT ออก Proforma Invoice ได้ไหม ได้ ใครก็ออก Proforma Invoice ได้ เพียงแต่ต้องไม่บวก VAT ในเอกสาร และเมื่อรับเงินมัดจำ ให้ออกใบเสร็จรับเงินแทนใบกำกับภาษี แก้ไขยอดใน Proforma Invoice หลังส่งให้ลูกค้าแล้วได้ไหม ได้ ให้ออก Proforma ฉบับใหม่ระบุเลขที่ฉบับเดิมที่ยกเลิก ถ้าลูกค้าเปิด L/C ตามฉบับเดิมไปแล้ว ต้องให้ลูกค้าแก้ L/C ด้วย ยอดในเอกสารส่งออกจึงจะตรงกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

32 min

ผู้สอบบัญชีคือใคร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร

ผู้สอบบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ผู้สอบบัญชี (Auditor) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของกิจการอย่างเป็นอิสระ แล้วแสดงความเห็นว่างบการเงินนั้นถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินหรือไม่ โดยในวงการธุรกิจมักเรียกว่าผู้ตรวจสอบบัญชี นักตรวจสอบบัญชี หรือออดิเตอร์ บทบาทของผู้สอบบัญชีมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค (ชื่อสมมุติ) ผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ปีล่าสุด 25 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อกำหนดในทางปฏิบัติ ผู้สอบบัญชีต่างจากนักบัญชีอย่างไร ผู้จัดทำและผู้ตรวจสอบทำงานกับงบการเงินชุดเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งและมีบทบาทหน้าที่แยกขาดจากกัน ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้ทำบัญชี (นักบัญชี) ผู้สอบบัญชี (Auditor) หน้าที่หลัก บันทึกรายการบัญชีรายวันและจัดทำงบการเงิน ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินและออกหน้ารายงานแสดงความเห็น สังกัดการทำงาน พนักงานประจำของกิจการ หรือสำนักงานบัญชีที่รับจ้างทำบัญชี ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการที่ตรวจ ใบอนุญาตวิชาชีพ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี (CPA) หรือกรมสรรพากร (TA) ผลลัพธ์ของงาน งบการเงินประจำงวดและประจำปี หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชี CPA หรือ TA ไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินที่ตนเองหรือทีมงานของตนเป็นผู้จัดทำได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความเป็นอิสระทางวิชาชีพ กิจการจึงต้องแยกผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเป็นคนละคนเสมอ ผู้สอบบัญชี (ผู้ตรวจสอบบัญชี) มีกี่ประเภท ผู้ที่สามารถลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินตามกฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต และมีกลุ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับบริษัทในตลาดทุนอีก 1 กลุ่ม ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA (Certified Public Accountant) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สามารถตรวจสอบและรับรองงบการเงินของนิติบุคคลได้ทุกรูปแบบ ทั้งบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกขนาด ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเฉพาะของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท โดย TA ไม่สามารถตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดได้ ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทที่เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี CPA ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง ผู้ตรวจสอบภายใน ไม่ใช่ผู้สอบบัญชีตามกฎหมาย ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) เป็นบุคลากรภายในหรือผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ประเมินระบบการควบคุมภายในและความเสี่ยงขององค์กร แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินเพื่อนำส่งหน่วยงานราชการ ศึกษารายละเอียดของงานตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่บทความ Audit คืออะไร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง CPA และ TA สรุปได้ผ่านเกณฑ์อำนาจหน้าที่และขอบเขตตามกฎหมายดังนี้ ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง กฎหมายรองรับ พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ประเภทกิจการที่ตรวจสอบได้ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ห้างหุ้นส่วนทุกขนาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก เกณฑ์ขนาดกิจการ ไม่จำกัดขนาดทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุน ≤ 5 ล้าน สินทรัพย์ ≤ 30 ล้าน รายได้ ≤ 30 ล้าน ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างชำระบัญชี มีอำนาจตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพดานจำนวนการลงนามต่องวดปี เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด รวมกับงาน CPA แล้วไม่เกิน 300 รายต่อปี กิจการแบบไหนต้องมีผู้สอบบัญชี ภาระหน้าที่ในการจัดให้มีผู้สอบบัญชีขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลและขนาดของกิจการ รูปแบบองค์กรธุรกิจ ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ประเภทผู้สอบบัญชีที่สามารถใช้บริการได้ บุคคลธรรมดา / ร้านค้าพาณิชย์ทั่วไป ไม่ต้องมี ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงิน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก (ไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ) ต้องมี สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง TA หรือ CPA ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น บริษัทจำกัด / บริษัทมหาชนจำกัด ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชี ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณารูปแบบองค์กร สามารถศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ตัวอย่าง หจก. ที่โตจนต้องเปลี่ยนจาก TA เป็น CPA กรณีศึกษา หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค ในปี 2568 มีทุน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ 25 ล้านบาท ซึ่งไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ จึงสามารถว่าจ้าง TA ตรวจสอบงบการเงินได้ รอบปีบัญชี ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม รายได้รวม ประเภทผู้สอบบัญชีที่ต้องใช้ ปี 2568 2 ล้านบาท 18 ล้านบาท 25 ล้านบาท สามารถใช้ TA หรือ CPA ปี 2569 2 ล้านบาท 24 ล้านบาท 35 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (รายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท) ปี 2570 (แปรสภาพเป็น บจก.) 10 ล้านบาท 30 ล้านบาท 42 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (เป็นบริษัทจำกัด) ในปี 2569 เมื่อกิจการได้รับงานเพิ่มขึ้นจนรายได้แตะ 35 ล้านบาท เกินเกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทเพียงข้อเดียว หจก. จะต้องปรับเปลี่ยนมาว่าจ้าง CPA ทันที กิจการจึงควรติดตามรายได้สะสมระหว่างปีเพื่อจัดหาผู้สอบบัญชีล่วงหน้า ผู้สอบบัญชีทำอะไรบ้าง กระบวนการตรวจสอบงบการเงินเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนวันสิ้นรอบปีบัญชี และเสร็จสิ้นเมื่อส่งมอบหน้ารายงานที่ลงนามรับรอง โดยมีขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน ธุรกิจรับเหมาโดนตรวจจุดไหนเป็นพิเศษ แต่ละประเภทธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางบัญชีที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบ ผู้สอบบัญชีจะให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก จุดตรวจสอบสำคัญ เหตุผลความเสี่ยงทางบัญชี สิ่งที่กิจการต้องจัดเตรียม การรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ รายได้ของโครงการระยะยาวต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง รายงานสรุปงบประมาณและต้นทุนจริงแยกรายโครงการ เงินประกันผลงานที่ลูกค้าหักไว้ (Retention) ยอดค้างรับนานและมีความเสี่ยงต่อการเก็บเงินไม่ได้ ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานพร้อมระบุวันครบกำหนดคืน ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ยอดภาษีต้องสัมพันธ์กับรายได้และมีหลักฐานใช้เครดิตครบถ้วน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ครบทุกฉบับ วัสดุอุปกรณ์คงเหลือหน้างาน วัสดุที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ติดตั้งต้องบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือ รายงานการเบิกจ่ายวัสดุแยกตามหน่วยงานและรายงานตรวจนับ ความเห็นของผู้สอบบัญชี 4 แบบ หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นต่องบการเงินใน 4 รูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบความเห็น ความหมายทางวิชาชีพ ผลกระทบต่อกิจการ ไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) งบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินในสาระสำคัญ งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงสุด ใช้ยื่นกู้และประมูลงานได้ตามปกติ มีเงื่อนไข (Qualified Opinion) งบการเงินถูกต้อง ยกเว้นเฉพาะรายการที่มีข้อผิดพลาดแต่ไม่แผ่กระจาย ธนาคารหรือคู่ค้าอาจขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมเฉพาะจุด ไม่ถูกต้อง (Adverse Opinion) งบการเงินมีข้อผิดพลาดที่มีสาระสำคัญและแผ่กระจายอย่างมาก ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างรุนแรง และอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion) ผู้สอบบัญชีถูกจำกัดขอบเขตหรือไม่ได้รับหลักฐานเพียงพอในการตรวจสอบ มักเกิดจากเอกสารสูญหาย กิจการต้องเร่งปรับปรุงระบบบัญชีทันที ปฏิทินทำงานกับผู้ตรวจสอบตลอดปี สำหรับกิจการที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ไทม์ไลน์การทำงานร่วมกับผู้สอบบัญชีจะมีลำดับดังนี้ ช่วงเวลาดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ของกิจการ บทบาทหน้าที่ของผู้สอบบัญชี ตุลาคม – พฤศจิกายน ตกลงว่าจ้างและกำหนดขอบเขตระยะเวลาตรวจสอบ ประเมินความเป็นอิสระและจัดทำแผนการตรวจสอบล่วงหน้า ธันวาคม จัดเตรียมนัดหมายการตรวจนับสต๊อกและทรัพย์สินสิ้นปี เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงคลัง มกราคม – กุมภาพันธ์ ปิดสมุดบัญชี ส่งงบทดลองและแฟ้มเอกสารประกอบงบ ส่งหนังสือยืนยันยอดธนาคาร ลูกหนี้ และตรวจสอบรายการค้า มีนาคม บันทึกรายการปรับปรุงบัญชีตามข้อตรวจพบ สรุปผลการตรวจสอบและส่งร่างหน้ารายงานให้ผู้บริหาร เมษายน จัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงิน ออกหน้ารายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง พฤษภาคม ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing เสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบประจำปี เอกสารที่ควรเตรียมก่อนผู้ตรวจเข้างาน การเตรียมเอกสารให้พร้อมช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบและป้องกันค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม โดยควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 หมวด ตรวจสอบรายชื่อผู้สอบบัญชีได้อย่างไร ก่อนตกลงว่าจ้าง กิจการควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีว่ายังคงมีผลสมบูรณ์และไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ผ่าน 3 ช่องทาง เลือกผู้สอบบัญชีให้กิจการอย่างไร นอกเหนือจากความถูกต้องของใบอนุญาต กิจการควรพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจ้าง ค่าสอบบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการตรวจสอบบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย แต่กำหนดขึ้นจากความซับซ้อนและปริมาณงาน ปัจจัยกำหนดค่าบริการ ผลกระทบต่ออัตราค่าตรวจสอบบัญชี รูปแบบนิติบุคคล บริษัทจำกัดมีขั้นตอนตรวจสอบและข้อกำหนดมาตรฐานสูงกว่า หจก. ขนาดเล็ก ปริมาณธุรกรรมและขนาดรายได้ กิจการที่มีรายการค้าจำนวนมากต้องใช้เวลาและขนาดตัวอย่างในการสุ่มตรวจสูงขึ้น ความซับซ้อนของประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีงานระหว่างทำ สต๊อกสินค้าหลายคลัง หรือธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของเอกสารทางบัญชี หากเอกสารไม่ครบถ้วนและต้องปรับปรุงตัวเลขมาก ค่าบริการจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ใช้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อพิจารณาเพิ่มเติมได้ที่บทความ กิจการจำเป็นต้องจ้างผู้สอบบัญชีหรือไม่ อยากเป็นผู้สอบบัญชีต้องทำอย่างไร การก้าวสู่เส้นทางวิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ต้องผ่านเกณฑ์ 4 ขั้นตอนตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ขั้นตอน เกณฑ์คุณสมบัติและข้อกำหนด 1. คุณวุฒิการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง 2. การฝึกหัดงานสอบบัญชี ขึ้นทะเบียนผู้ฝึกหัดงานและเก็บชั่วโมงฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3 ปี (ไม่เกิน 5 ปี) รวมไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง 3. การทดสอบความรู้ สอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดผ่านระบบ e-Testing 4. การขอรับใบอนุญาตและคงสถานะ ยื่นขอขึ้นทะเบียน CPA และเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ทุกปี เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้สอบบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเพื่อรักษาสถานภาพตามเกณฑ์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร เก็บชั่วโมงยังไง ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ผู้สอบบัญชี หัวใจสำคัญของความโปร่งใสและงบการเงินที่น่าเชื่อถือ ผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการ โดยบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ ส่วนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กสามารถเลือกใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การวางระบบบัญชีที่ดีและจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบงบการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนของกิจการ เตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมส่งผู้สอบบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์เอกสารต้นฉบับในระบบคลาวด์ จัดทำสมุดบัญชีแยกประเภท งบทดลอง และทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถส่งมอบข้อมูลและรายงานที่ครบถ้วนให้แก่ผู้สอบบัญชีได้อย่างรวดเร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับความถูกต้องของงานบัญชีและปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ ศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้ทางบัญชีได้ที่คลังบทความหมวด บัญชี ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชี ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร คำว่าผู้สอบบัญชีในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Auditor ส่วนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้คำว่า Certified Public Accountant (CPA) และผู้สอบบัญชีภาษีอากรใช้คำว่า Tax Auditor (TA) ผู้ตรวจสอบบัญชีกับผู้สอบบัญชีต่างกันไหม ในทางกฎหมายถือเป็นบุคคลเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติการบัญชีและพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีจะใช้คำว่า ผู้สอบบัญชี ส่วนคำว่า ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือ ออดิเตอร์ เป็นภาษาปากที่ใช้เรียกกันทั่วไป ทั้งนี้ หมายถึงผู้สอบบัญชีอิสระภายนอก (External Auditor) ไม่รวมถึงผู้ตรวจสอบภายในขององค์กร CPA คืออะไร ต่างจาก CPD อย่างไร CPA คือใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ส่วน CPD (Continuing Professional Development) คือการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทั้งผู้สอบบัญชี (CPA) และผู้ทำบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเก็บชั่วโมงทุกปีเพื่อต่ออายุและรักษาสถานภาพทางวิชาชีพ ผู้สอบบัญชีต้องจบอะไร ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง หากต้องการเป็น CPA จะต้องผ่านการฝึกหัดงานสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง และสอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ส่วนการเป็น TA จะต้องผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำอะไร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำหน้าที่เป็นทีมงานสนับสนุนของ CPA ในการลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสาร ทำการสุ่มตรวจรายการค้า ส่งหนังสือยืนยันยอด และจัดทำกระดาษทำการประกอบงบการเงิน แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อรับรองหน้ารายงานได้ โดยตำแหน่งนี้ใช้สำหรับเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อเตรียมสอบเป็น CPA บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้องมี กิจการที่ประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แต่มีหน้าที่รวบรวมเอกสารรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้สอบบัญชีกับเจ้าหน้าที่สรรพากรต่างกันอย่างไร ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่กิจการว่าจ้างมาเพื่อตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรคือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการตรวจสอบการเสียภาษีและประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ดังนั้น งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว จึงยังคงมีโอกาสถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ นิติบุคคลส่งงบการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบได้ไหม ไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้งบการเงินของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องมีหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีแนบประกอบการนำส่งเสมอ หากส่งงบการเงินโดยไม่มีลายมือชื่อผู้สอบบัญชี จะถือว่ายังไม่ได้นำส่งงบการเงินและมีโทษปรับตามกฎหมาย ห้างหุ้นส่วนเลือกใช้ CPA แทน TA ได้ไหม สามารถทำได้ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กมีสิทธิเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ตามความประสงค์ ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนที่มีขนาดเกินเกณฑ์ หรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี กฎหมายบังคับว่าต้องใช้บริการ CPA เท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

ทวงหนี้ลูกค้า B2B อย่างไรให้ได้เงิน ไม่เสียความสัมพันธ์

ลูกค้าค้างจ่ายเงินเข้าสู่เดือนที่สองหรือสาม แต่คุณไม่กล้าทวงเพราะกลัวเสียลูกค้ารายใหญ่ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจ SME แทบทุกรายที่ทำธุรกิจแบบให้เครดิตเทอม บทความนี้รวมแนวทางครบวงจรตั้งแต่การโทรเตือน การส่งจดหมายทวงหนี้อย่างมืออาชีพ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ ไปจนถึงเงื่อนไขการตัดหนี้สูญเพื่อนำไปลงเป็นรายจ่ายทางภาษี พร้อมแจกเทมเพลตจดหมายทวงถาม 3 ขั้นที่นำไปปรับใช้ได้ทันที ทวงหนี้คืออะไร ทำไม SME ต้องมีระบบติดตามลูกหนี้ การทวงหนี้ คือขั้นตอนการติดตามให้ลูกหนี้ชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ทั้งค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่างวดตามสัญญา สำหรับธุรกิจ B2B ที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน ระบบติดตามลูกหนี้ถือเป็นกลไกที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจ หลายธุรกิจปล่อยให้เกิดภาวะ ลูกหนี้ค้างชำระ นานเกินไปเพราะความเกรงใจคู่ค้า จนกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่ยากต่อการเรียกเก็บในที่สุด ลูกหนี้ค้างชำระทำให้กระแสเงินสดสะดุด ตัวเลขผลกระทบที่ SME ต้องรู้ ปัญหา Cash Flow หรือกระแสเงินสดตึงตัว เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ SME ต้องปิดกิจการ แม้จะมียอดขายและผลกำไรในงบการเงินดี แต่หากเงินสดไม่เข้าบัญชีตามกำหนด กิจการก็จะขาดสภาพคล่องในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด มียอดขาย 5,000,000 บาทต่อเดือน แต่มีลูกค้าค้างชำระรวม 2,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ยอดขายต่อเดือน — 5,000,000 บาท หัก: ยอดลูกหนี้ค้างชำระ ลูกค้าค้างชำระ 3 ราย (2,000,000) บาท เงินสดหมุนเวียนจริง ยอดขาย – ค้างชำระ 3,000,000 บาท หากบริษัทมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 3,500,000 บาท กิจการจะขาดสภาพคล่องทันที 500,000 บาท และจำเป็นต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่า เจ้าหนี้สามารถติดตามทวงถามได้ในเวลาใด ใช้ถ้อยคำอย่างไร และมีพฤติกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ขอบเขตกฎหมาย การทวงหนี้ B2B คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหลัก หากคู่ค้าเป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) การบังคับชำระหนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้มาปรับใช้กับลูกหนี้ B2B จะช่วยรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพและลดความขัดแย้งทางธุรกิจได้ดีที่สุด 7 ข้อห้ามสำคัญในการทวงหนี้ ป้องกันการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ขั้นตอนทวงหนี้ลูกค้า B2B 5 Step ที่ได้ผลจริงโดยไม่เสียคอนเนกชัน การทวงหนี้ในรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ (B2B) ต้องยึดหลัก รวดเร็ว สุภาพ แต่หนักแน่น ยิ่งเริ่มติดตามเร็วเท่าไร โอกาสได้รับชำระหนี้คืนจะยิ่งสูงขึ้น Step 1 ตรวจสอบยอดหนี้และเอกสารประกอบให้ครบถ้วน ก่อนยกหูโทรศัพท์หรือส่งหนังสือทวงถาม ฝ่ายการเงินต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานทั้งหมด Step 2 โทรหรือส่งข้อความเตือนอย่างเป็นมิตร (หลังครบกำหนด 7 วัน) หลังเลยกำหนดชำระประมาณ 7 วัน ให้ติดต่อฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าโดยตรง ใช้การสอบถามเชิงประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าเอกสารตกหล่นหรือไม่ แทนการต่อว่า ตัวอย่างแนวทางการสื่อสาร: “สวัสดี ทางเราโทรมาสอบถามเรื่องใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-2026-0045 ครบกำหนดวันที่ 25 สิงหาคม จึงอยากตรวจสอบว่ามีติดปัญหาในส่วนของเอกสารหรือขั้นตอนการอนุมัติใดหรือไม่” Step 3 ส่งจดหมายแจ้งเตือนชำระหนี้ (14 วัน) หากผ่านไป 14 วันยังไม่ได้รับการชำระหรือคำตอบที่ชัดเจน ให้ส่งจดหมายเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับที่ 1 ผ่านทางอีเมลและไปรษณีย์ โดยระบุเลขที่เอกสาร จำนวนเงิน และกำหนดชำระรอบใหม่อย่างชัดเจน Step 4 ส่งจดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (30 วัน) เมื่อหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน ให้เพิ่มระดับความเป็นทางการด้วยจดหมายทวงถามฉบับที่ 2 ส่งตรงถึงผู้มีอำนาจลงนามหรือผู้บริหารระดับสูงของคู่ค้า พร้อมแจ้งเงื่อนไขการระงับวงเงินเครดิตหรือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามสัญญา Step 5 ส่งจดหมายเตือนครั้งสุดท้ายก่อนฟ้องคดี พร้อมเช็กอายุความ (60-90 วัน) หากล่วงเลยถึง 60-90 วัน ให้ส่งจดหมายบอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้าย (Final Demand Letter) ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ข้อควรระวังเรื่องอายุความ: หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการทางธุรกิจ (B2B) มีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) หากปล่อยให้เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องทางศาลจะขาดอายุความ และจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการตัดหนี้สูญทางภาษีทันที แจกเทมเพลตจดหมายทวงหนี้ B2B 3 ขั้น นำไปปรับใช้ได้ทันที เทมเพลตทั้ง 3 ระดับออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสื่อสารได้อย่างเป็นขั้นตอน รักษาสัมพันธภาพที่ดี แต่มีน้ำหนักทางเอกสาร ขั้นที่ 1 จดหมายเตือนอย่างสุภาพ (Friendly Reminder Notice) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: ฝ่ายบัญชีและการเงิน [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: แจ้งเตือนยอดค้างชำระค่าสินค้า/บริการ บริษัท [ชื่อบริษัทของคุณ] ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่ใบแจ้งหนี้] ลงวันที่ [วันที่ในเอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ [วันครบกำหนด] ยังไม่ปรากฏยอดการชำระในระบบ หากท่านได้ดำเนินการชำระเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินเพื่อปรับปรุงข้อมูลในระบบ หรือหากมีข้อติดขัดประการใด กรุณาติดต่อกลับภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 2 จดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (Formal Collection Letter) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: กรรมการผู้จัดการ [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: ทวงถามยอดค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ (ครั้งที่ 2) ตามที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนยอดค้างชำระ เมื่อวันที่ [วันที่ส่งเตือนครั้งแรก] เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่เอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท นั้น จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือชำระเงินจากท่าน เพื่อป้องกันการระงับวงเงินสินเชื่อการค้าและการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามข้อตกลง จึงขอให้ท่านโปรดชำระยอดเงินดังกล่าวภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 3 จดหมายแจ้งเตือนก่อนฟ้องคดี (Final Demand Letter) การทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้วิธีเดียวกันกับลูกหนี้ทุกราย แต่ควรจัดลำดับความเสี่ยงด้วยรายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Report) Aging Report คืออะไร วิธีอ่านตารางวิเคราะห์อายุลูกหนี้ Aging Report คือรายงานสรุปยอดลูกหนี้การค้าโดยจัดกลุ่มตามระยะเวลาที่ค้างชำระ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นสุขภาพลูกหนี้ในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว ชื่อลูกหนี้ ยังไม่ครบกำหนด 1-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน เกิน 90 วัน ยอดรวม บริษัท ก จำกัด 50,000 30,000 — — — 80,000 บริษัท ข จำกัด — — 120,000 80,000 — 200,000 บริษัท ค จำกัด — — — — 150,000 150,000 จากตารางจะเห็นว่า บริษัท ค มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทันที ในขณะที่บริษัท ก ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติที่เพียงแค่ส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบ วิธีใช้รายงาน Aging Analysis ใน PEAK เพื่อติดตามหนี้อัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีระบบสร้างรายงาน Aging Report ให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับใบแจ้งหนี้ทันทีที่มีการเปิดบิล ช่วยให้ฝ่ายการเงินจัดกลุ่มลูกหนี้และตรวจจับลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำตารางคำนวณด้วยมือ การตัดหนี้สูญ เงื่อนไขทางบัญชีและเกณฑ์ภาษีสรรพากร หากติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้วแต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้ กิจการจำเป็นต้องพิจารณาตัดหนี้สูญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทั้งทางบัญชีและทางภาษีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน ในทางบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs กิจการต้องประเมินและบันทึก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เมื่อคาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ และเมื่อมีหลักฐานแน่ชัดว่าไม่ได้รับชำระจริง จึงดำเนินการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ เกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีตามมูลหนี้ การตัดหนี้สูญเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) ซึ่งแบ่งตามยอดมูลหนี้ต่อรายลูกหนี้ดังนี้ มูลหนี้ต่อราย เงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษี ไม่เกิน 200,000 บาท มีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควรและชัดเจนว่าไม่ได้รับชำระ โดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล เกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องฟ้องคดีแพ่งหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องแล้ว เกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องมีคำพิพากษาของศาล และได้ดำเนินการบังคับคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ สำหรับหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท การเก็บสำเนาจดหมายทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่สรรพากรยอมรับในการตัดเป็นรายจ่ายทางภาษี ขั้นตอนและตัวอย่างการบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญ กรณีที่ 1: กิจการเคยบันทึกตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว Dr. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 กรณีที่ 2: กิจการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ล่วงหน้า Dr. หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 สรุป – วางระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระอย่างเป็นมืออาชีพ การทวงหนี้ลูกค้า B2B ให้ได้รับเงินครบถ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดดันอย่างรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบในการวางระบบติดตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือการตรวจเช็กเอกสารให้รัดกุมก่อนส่งมอบสินค้า ติดตามหนี้ตามช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และใช้รายงานวิเคราะห์อายุหนี้เพื่อคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า จัดการลูกหนี้ค้างชำระให้เป็นระบบด้วย PEAK เพื่อให้การบริหารเงินสดในธุรกิจไม่สะดุด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระและรายงาน Aging Analysis แบบเรียลไทม์ พร้อมช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญได้อย่างถูกต้องตามหลักสรรพากร – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่องทางการค้าของคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทวงหนี้ B2B ทวงหนี้กี่ครั้งถึงจะดำเนินการฟ้องร้องได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งขั้นต่ำก่อนยื่นฟ้อง แต่ศาลจะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้ใช้ความพยายามในการติดตามทวงถามอย่างสมควรแล้วหรือไม่ โดยทั่วไปการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามอย่างเป็นทางการ 2-3 ครั้ง พร้อมมีหลักฐานใบตอบรับจากไปรษณีย์ ถือว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการพิจารณาคดี หนี้การค้า B2B มีอายุความกี่ปี หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการระหว่างคู่ค้าธุรกิจมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งต่างจากหนี้สัญญากู้ยืมเงินทั่วไปที่มีอายุความ 10 ปี ผู้ประกอบการจึงต้องระวังไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปีจนขาดอายุความ หากตัดหนี้สูญไปแล้ว แต่ลูกหนี้กลับมาชำระภายหลัง ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อได้รับเงินชำระหนี้หลังจากตัดหนี้สูญไปแล้ว กิจการต้องบันทึกเป็นรายการ หนี้สูญรับคืน เพื่อรับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับเงิน โดยบันทึกบัญชีดังนี้ Dr. เงินสด / เงินฝากธนาคาร 100,000Cr. หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 100,000 รายได้ส่วนนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และหากกิจการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกใบกำกับภาษีตามรอบการรับเงินให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ROE คืออะไร ทำไมธนาคารอยากดู ก่อนปล่อยกู้

เจ้าของกิจการหลายคนเคยถูกธนาคารถามว่า ROE ของบริษัทเท่าไหร่ แล้วตอบไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คอยบอกว่า เงินลงทุนของคุณสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ดีแค่ไหน ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งแปลว่าคุณบริหารและใช้เงินทุนได้อย่างคุ้มค่า บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ พร้อมตัวอย่างจากงบจริงของ SME รวมถึงเหตุผลสำคัญที่ธนาคารมักจะขอดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ ROE คืออะไร ROE ย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าทุกบาทที่เจ้าของลงทุนไปนั้น สามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท สมมติคุณลงเงิน 1,000,000 บาท เพื่อเปิดร้านขายของออนไลน์ ปลายปีมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท แปลว่าทุก 100 บาทที่คุณลงทุนไป สามารถสร้างกำไรกลับมาได้ 20 บาท นั่นหมายความว่ากิจการของคุณมี ROE เท่ากับ 20% ตัวเลขนี้ช่วยบอกได้ว่าคุณควรลงทุนเพิ่มในธุรกิจนี้ หรือเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าผลตอบแทนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก การเอาเงินไปฝากธนาคารเฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่าด้วยซ้ำ ทำไม ROE ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME ผู้ประกอบการ SME หลายคนมักดูแค่ว่าปีนี้กำไรเท่าไหร่ แต่ลืมดูว่าตัวเองต้องลงทุนไปเท่าไหร่กว่าจะได้กำไรก้อนนั้นมา อัตราส่วนนี้จะช่วยให้คุณเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของการบริหารงาน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารและนักลงทุนดูก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติสินเชื่อ การพิจารณาร่วมลงทุน หรือการประเมินมูลค่ากิจการเพื่อซื้อขายธุรกิจ สูตรคำนวณ ROE พร้อมตัวอย่าง สูตรนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน สามารถใช้ตัวเลขแค่ 2 ตัวจาก งบการเงิน ประจำปีมาคำนวณได้เลย สูตร ROE ROE (%) = (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100 กำไรสุทธิ (Net Income) หาได้จากบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หาได้จากหมวดทุนในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตัวอย่างคำนวณ ROE จากงบจริง SME ไทย ร้านค้าออนไลน์ บริษัท ก จำกัด มีผลประกอบการดังนี้ วิธีคำนวณ: (500,000 ÷ 2,000,000) × 100 = 25% ผลลัพธ์ 25% หมายความว่าทุก 100 บาทที่เจ้าของลงทุนไป ธุรกิจสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ถึง 25 บาท ถือว่าใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ROE เท่าไหร่ถึงดี เกณฑ์มาตรฐานแยกตามประเภทธุรกิจ ความจริงแล้วไม่มีตัวเลขที่จัดว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เกณฑ์ทั่วไปคือถ้าผลตอบแทนสูงกว่า 15% จะถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือต้องนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เกณฑ์ ROE ตามประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ROE เฉลี่ย (โดยประมาณ) เหตุผล ค้าปลีก / e-Commerce 15-25% กำไรต่อชิ้นต่ำ แต่เน้นขายไว หมุนรอบเร็ว ธุรกิจบริการ 20-35% ใช้เงินลงทุนเรื่องทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่เป็นทักษะ กำไรจึงสูง ผลิตสินค้า / โรงงาน 10-20% ต้องลงทุนกับเครื่องจักรและคลังสินค้าสูง ทำให้คืนทุนช้ากว่า อสังหาริมทรัพย์ 8-15% ฐานทุนกว้างมาก ใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนจึงมักดูต่ำ ถ้าธุรกิจของคุณมีตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตารางนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องเริ่มปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน หรือหารายได้เพิ่ม ทำไมธนาคารดู ROE ก่อนปล่อยกู้ SME เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารไม่ได้มองแค่ยอดขาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ซึ่งตัวเลขอัตราส่วนนี้สามารถตอบคำถามนี้ได้ตรงประเด็นที่สุด ROE บอกอะไรธนาคารได้บ้าง ผลตอบแทนที่สูงบอกธนาคารว่าเจ้าของกิจการมีทักษะในการบริหารเงินทุนได้ดี มีโอกาสสูงที่จะชำระหนี้คืนได้ตรงเวลา ถ้ายิ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แปลว่าการอนุมัติเงินกู้ไปขยายธุรกิจนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในทางกลับกัน ผลตอบแทนที่ต่ำหรือติดลบ จะทำให้ธนาคารมองว่าธุรกิจอาจไม่มีกำลังมากพอที่จะชำระหนี้ โอกาสถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูควบคู่กับ ROE ธนาคารไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขเดียว แต่จะดูอัตราส่วนอื่นประกอบกันด้วย เช่น ROE กับ ROA ต่างกันอย่างไร ทั้งสองตัวเลขใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ฐานทุนที่นำมาเทียบ ROE จะวัดผลตอบแทนเทียบกับเงินของเจ้าของเพียงอย่างเดียว ส่วน ROA (Return on Assets) จะวัดเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งรวมถึงเงินกู้หรือหนี้สินด้วย ธุรกิจที่กู้เงินมาหมุนเวียนเยอะอาจมีตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำ ทำให้ผลลัพธ์ ROE พุ่งสูงจนดูดีเกินจริง แต่ถ้าหันไปดู ROA จะพบว่าต่ำเตี้ยติดดินเพราะสินทรัพย์รวม (ที่มาจากหนี้) สูงมาก ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ดูทั้งสองตัวคู่กันเสมอเพื่อไม่ให้โดนหลอกตา DuPont Analysis แยกองค์ประกอบ ROE ให้เข้าใจลึกขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำนั้นมาจากสาเหตุอะไร โมเดลวิเคราะห์ทางการเงินที่ชื่อว่า DuPont Analysis จะช่วยแยกส่วนประกอบออกมาเป็น 3 ส่วน เพื่อให้คุณวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด สูตร DuPont 3 ตัวแปร ROE = Net Profit Margin × Asset Turnover × Equity Multiplier แปลความหมายแต่ละตัวแปรได้ดังนี้ ถ้าผลตอบแทนรวมต่ำ ให้คุณลองเช็กทีละตัวว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน กำไรต่อยอดขายน้อยไป หมุนสินทรัพย์ช้า หรือใช้หนี้น้อยเกินไป แล้วค่อยไปแก้ตรงจุดนั้น ROE ติดลบ หมายความว่าอะไร การติดลบเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิติดลบ (บริษัทขาดทุน) หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ (มีขาดทุนสะสมมากจนเกินทุนจดทะเบียน) ถ้าธุรกิจขาดทุนในปีนั้น กำไรสุทธิที่ติดลบจะส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบตาม กรณีนี้ไม่ได้ร้ายแรงเสมอไป อาจเป็นเพราะเป็นช่วงลงทุนขยายกิจการในปีแรก ๆ แต่ถ้าสาเหตุมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงกว่า หมายความว่ากิจการมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ต้องรีบแก้ไขโดยการเพิ่มทุนหรือลดหนี้อย่างด่วน วิธีเพิ่ม ROE สำหรับเจ้าของกิจการ SME จากสูตรตั้งต้น (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) การเพิ่มผลตอบแทนสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก เพิ่มกำไรสุทธิ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้กำไรเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ การขึ้นราคา หรือการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์สามารถปรับโครงสร้างแพ็กเกจลดค่าขนส่งจากเดือนละ 50,000 เหลือ 35,000 บาท ซึ่งส่วนต่างที่ประหยัดได้จะไปเพิ่มในกำไรสุทธิโดยตรง บริหารส่วนของผู้ถือหุ้นให้เหมาะสม ถ้าธุรกิจมีเงินสดกองทิ้งไว้ในบัญชีมากเกินความจำเป็น ส่วนของทุนจะสูง แต่ผลตอบแทนจากการใช้เงินทุนจะต่ำ การจ่ายปันผลออกไปให้ผู้ถือหุ้น หรือนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อยอดขยายกิจการ จะช่วยปรับสัดส่วนนี้ให้สมดุลและดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้โปรแกรมบัญชีติดตามผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง การรู้ตัวเลขอัตราส่วนเหล่านี้เพียงปีละครั้งในตอนปิดงบนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุคนี้ คุณควรมีเครื่องมือที่ช่วยติดตามผลประกอบการเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับตัวและอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที สรุป – ROE ตัวเลขเดียวที่บอกประสิทธิภาพเงินลงทุน ROE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มองเห็นว่าธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้คุ้มค่าแค่ไหน สิ่งที่คุณควรเริ่มทำต่อจากนี้คือ การนำงบการเงินล่าสุดมาคำนวณและเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม เตรียมตัวเลขเหล่านี้ให้พร้อมก่อนเดินเข้าไปขอสินเชื่อ และหมั่นติดตามอัตราส่วนสำคัญเป็นประจำโดยไม่ต้องรอดูแค่ตอนสิ้นปี เข้าใจธุรกิจได้ แค่กวาดสายตากับ PEAK Board หากคุณต้องการรู้สุขภาพทางการเงินโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปยอดให้ PEAK Board มี Dashboard ที่คอยดึงข้อมูลจากงบการเงินมาแสดงภาพรวมแบบ Real-Time ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ให้คุณวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารการเงินของคุณให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE ROE สูงเกินไปดีหรือไม่ ไม่เสมอไป ผลตอบแทนที่พุ่งสูงแบบผิดปกติ (เช่น เกิน 50%) อาจเกิดจากการที่ส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แปลว่าธุรกิจพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ควรนำ D/E Ratio มาตรวจสอบประกอบด้วยเสมอ ROE ต่างจาก ROI อย่างไร ROI (Return on Investment) วัดผลตอบแทนจากการลงทุนเฉพาะโครงการ เช่น ลงทุนทำโฆษณา 100,000 บาท ได้ยอดขายเพิ่ม 300,000 บาท ส่วน ROE จะเป็นมาตรวัดผลการดำเนินงานระดับรวมของทั้งองค์กร SME ที่เพิ่งเปิดกิจการ ROE ต่ำ ถือว่าปกติไหม ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในช่วงปีแรกธุรกิจมักมีค่าใช้จ่ายสูงจากการลงทุนเริ่มต้นในขณะที่กำไรสุทธิยังน้อย สิ่งที่ควรโฟกัสคือทิศทางแนวโน้ม ถ้าตัวเลขค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง DuPont Analysis ช่วยวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างไร DuPont จะดึงส่วนประกอบแยกออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ความสามารถทำกำไรต่อยอดขาย ความเร็วในการหมุนสินทรัพย์ และสัดส่วนภาระหนี้ ช่วยให้ผู้บริหารรู้ทันทีว่าตัวเลขสวย ๆ ที่ได้มานั้นมาจากฝีมือการทำกำไรจริง หรือแค่มาจากการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก ยื่นขอสินเชื่อแล้วถูกปฏิเสธ ทำยังไงต่อ ให้สอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอัตราส่วนตัวไหนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วนำมาปรับปรุง เช่น ถ้า D/E Ratio สูงเกินไปก็ให้หาทางลดหนี้ลงหรือเพิ่มทุน แต่ถ้าประเด็นอยู่ที่กำไรต่ำก็ต้องกลับมาปรับลดค่าใช้จ่ายให้งบสวยขึ้นก่อนไปยื่นใหม่รอบหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ROA คืออะไร สูตรและตัวอย่างคำนวณผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำหรับ SME

ธุรกิจที่ลงทุนซื้อเครื่องจักร สต๊อกสินค้า หรือตกแต่งร้านอย่างอลังการ แต่กำไรกลับออกมาน้อยนิด อาจกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการใช้ทรัพย์สินไม่คุ้มค่า ROA คือตัวเลขที่จะช่วยไขคำตอบนี้ได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือที่วัดว่า ทุกบาทที่ลงทุนเป็นสินทรัพย์นั้น สามารถสร้างกำไรกลับมาได้เท่าไร บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สูตรคำนวณ ROA พร้อมยกตัวอย่างจากงบการเงินจริงของธุรกิจ SME การเปรียบเทียบข้อแตกต่างกับ ROE และแนะนำเทคนิคการปรับปรุงอัตราส่วนนี้ให้ดีขึ้น ROA คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจควรรู้ ROA หรือ Return on Assets คืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดว่าธุรกิจสามารถนำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ไปสร้างเป็นกำไรสุทธิได้ดีแค่ไหน ยิ่ง ROA มีค่าสูง แปลว่าธุรกิจสามารถบริหารทรัพย์สินได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ชื่อเต็มภาษาไทยคือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ แต่ในวงการธุรกิจและการเงินนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ROA ทำไม ROA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ สินทรัพย์ก็คือเงินที่จมอยู่ในระบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้าน รถบรรทุกขนส่ง สินค้าในสต๊อก หรือแม้แต่เงินสดในบัญชี ถ้าคุณมีสินทรัพย์เยอะแต่กลับทำกำไรได้น้อย แปลว่าเงินทุนของคุณกำลังถูกใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ROA จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมว่า ทรัพย์สินที่ประเคนลงทุนไปนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้คุ้มค่าเหนื่อยหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของธุรกิจตัวเองเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเอาไปเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ยังได้ สูตรคำนวณ ROA พร้อมตัวอย่างจากงบ SME จริง สูตรการคำนวณไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด คุณสามารถดึงตัวเลขแค่ 2 ตัวที่อยู่ในงบการเงินมาคำนวณได้ทันที ROA (%) = (กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม) × 100 ตัวอย่างคำนวณ ROA จากงบการเงินจริง สมมติ บริษัท ก จำกัด เป็นร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ มีงบการเงินปีล่าสุดดังนี้ วิธีคำนวณ: (600,000 ÷ 3,000,000) × 100 = 20% ผลลัพธ์ 20% หมายความว่า ทุก 100 บาทที่บริษัท ก นำไปลงทุนเป็นสินทรัพย์ จะสามารถสร้างผลกำไรกลับมาได้ 20 บาท กำไรสุทธิ คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน กำไรสุทธิ (Net Income) คือรายได้ทั้งหมดหักลบด้วยค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนสินค้า ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา และภาษี ตัวเลขสำคัญนี้จะอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน สินทรัพย์รวม คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน สินทรัพย์รวม (Total Assets) คือทรัพย์สินทุกอย่างที่กิจการมีสิทธิ์ครอบครอง ทั้งเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เครื่องจักร อาคาร และที่ดิน ตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) เวลาคำนวณ บางตำราอาจแนะนำให้ใช้ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย คือการนำสินทรัพย์ต้นปีมารวมกับปลายปีแล้วหาร 2 เพื่อให้ตัวเลขมีความแม่นยำขึ้น แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นวิเคราะห์สุขภาพการเงิน การใช้สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปีก็เพียงพอที่จะเห็นภาพรวมแล้ว ROA เท่าไหร่ถึงดี ค่ามาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม ไม่มีค่า ROA ที่ฟันธงได้ว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างการลงทุนที่ต่างกันลิบลับ ธุรกิจที่ต้องประเดิมด้วยการซื้อเครื่องจักรหนักย่อมมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าธุรกิจที่ใช้แค่สมองและคอมพิวเตอร์ทำงาน หลักง่าย ๆ คือ หากมากกว่า 5% ถือว่าใช้ได้ และถ้าสูงกว่า 10% ถือว่าดีเยี่ยม แต่ก็ต้องนำไปเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันอยู่เสมอ ROA ธุรกิจบริการ ธุรกิจผลิต และธุรกิจซื้อมาขายไป ต่างกันแค่ไหน ประเภทธุรกิจ ROA ทั่วไป เหตุผล ธุรกิจบริการ (ที่ปรึกษา, สำนักงานบัญชี, ฟรีแลนซ์) 15-30% ลงทุนทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่ใช้ทักษะคนทำงานเป็นหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไป (ร้านค้าออนไลน์, ค้าปลีก) 8-15% มีสต๊อกสินค้าและรอบเครดิตลูกหนี้การค้าอยู่ระดับหนึ่ง ธุรกิจผลิต (โรงงาน, แปรรูปอาหาร) 3-10% ต้องลงทุนกับเครื่องจักร โรงงาน อุปกรณ์หนัก ฐานสินทรัพย์จึงสูง สมมติว่าร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งมี ROA 5% ในขณะที่สำนักงานบัญชีก็มี 5% เท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองบริษัทนี้ทำผลงานได้ดีเท่ากัน เพราะร้านค้าออนไลน์มีสินทรัพย์จับต้องได้เยอะกว่า ระดับ 5% จึงพอรับได้ แต่สำหรับสำนักงานบัญชีที่ไม่ค่อยมีต้นทุนสินทรัพย์ ตัวเลขควรจะทะลุไปไกลกว่านี้ ROA ต่ำ หมายความว่าอะไร สาเหตุที่พบบ่อยใน SME อัตราส่วนที่ต่ำฟ้องให้เห็นว่าธุรกิจกำลังลงทุนในทรัพย์สินมากเกินไป แต่กลับเค้นกำไรจากทรัพย์สินเหล่านั้นออกมาได้น้อย สาเหตุยอดฮิตที่มักเจอในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่ ถ้าตัวเลขผลตอบแทนของธุรกิจคุณร่วงลงทุกปี ควรเรียกประชุมทีมงานเพื่อตรวจสอบว่ามีสินทรัพย์หมวดไหนเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือกำไรสุทธิร่วงลงจากสาเหตุอะไร ROA กับ ROE ต่างกันอย่างไร ดูคู่กันถึงครบ ROA กับ ROE (Return on Equity) เป็นอัตราส่วนทางการเงินคู่แฝดที่มักถูกนำมาเปิดเทียบกัน ทั้งสองตัวใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกันแต่มองผ่านคนละเลนส์ ROA จะวัดประสิทธิภาพจากสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ในขณะที่ ROE จะโฟกัสเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้นหรือเงินที่เจ้าของควักกระเป๋าลงทุนไปจริง ๆ เท่านั้น ตารางเปรียบเทียบ ROA กับ ROE เกณฑ์ ROA ROE ชื่อเต็ม Return on Assets Return on Equity วัดอะไร ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด ผลตอบแทนจากเงินที่เจ้าของลงทุน รวมหนี้สินด้วยไหม รวม (เพราะสินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน) ไม่รวม (คิดเฉพาะเงินทุนของเจ้าของ) กรณีที่ขัดแย้งกัน – ROE อาจดูสูงลิ่ว เพราะกู้เงินมาหมุนจนหนี้ท่วม เหมาะดูเมื่อ เปรียบเทียบประสิทธิภาพข้ามอุตสาหกรรม เปรียบเทียบผลตอบแทนสำหรับนักลงทุน เมื่อไหร่ควรดู ROA เมื่อไหร่ควรดู ROE ถ้าคุณอยากรู้ว่าทีมบริหารใช้ทรัพยากรทุกเม็ดที่มีอยู่ได้คุ้มค่าแค่ไหน ให้หันไปมอง ROA เพราะมันคำนวณรวมทั้งเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียน แต่ถ้าอยากตอบคำถามนักลงทุนว่า เงินที่ใส่ลงไปมันงอกเงยคุ้มค่าแค่ไหน ให้ดู ROE มีหลายธุรกิจที่ชอบกู้หนี้ยืมสินมาขยายกิจการ ทำให้ผลลัพธ์ ROE ออกมาสูงและดูสวยงามมาก แต่พอไปกางดู ROA กลับพบว่าต่ำเรี่ยดิน เพราะมีสินทรัพย์รวมที่เกิดจากหนี้พองตัวอยู่ การวิเคราะห์ทั้งสองตัวแปรคู่กันจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ผลตอบแทนที่บริษัททำได้นั้นเกิดจากฝีมือการบริหารที่ดีจริง หรือแค่ใช้พลังของเงินกู้ วิธีปรับปรุง ROA ให้ดีขึ้นสำหรับ SME ไทย การปั้นตัวเลขให้ดีขึ้นสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือเพิ่มตัวเศษ (เพิ่มกำไร) หรือลดตัวส่วน (ลดการตุนสินทรัพย์) หรือถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ก็จะยิ่งดี เพิ่มกำไรสุทธิ การเพิ่มกำไรทำได้ทั้งฝั่งหาตังค์และฝั่งรัดเข็มขัด บริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ สินทรัพย์ที่จมอยู่เฉย ๆ จะทำให้ตัวหารเพิ่มขึ้นและฉุดผลตอบแทนลงมาอย่างน่าเสียดาย ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจช่วยติดตาม การติดตามอัตราส่วนสำคัญไม่ได้แปลว่าต้องรอให้ทีมบัญชีปิดงบตอนสิ้นปีเสมอไป ถ้าคุณมีโปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard นำเสนอภาพรวมการเงินแบบทันที คุณก็จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้รวดเร็วกว่า ข้อควรระวังในการใช้ ROA วิเคราะห์ธุรกิจ แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีข้อควรระวังที่คุณไม่ควรมองข้าม ค่าเสื่อมราคาสะสมที่ถูกหักออกไปมาก อาจทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่โชว์ในงบดุลต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ส่งผลให้ ROA ดีดตัวสูงเกินจริงได้ เช่น เครื่องจักรที่หักค่าเสื่อมจนเหลือมูลค่าทางบัญชีแค่ 1 บาท แต่ความจริงยังใช้งานผลิตของได้เต็มกำลัง สำหรับธุรกิจที่เน้นเช่าสินทรัพย์แทนการซื้อขาด (Leasing) สินทรัพย์รวมจะต่ำกว่าอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ROA ออกมาดูดีมาก แม้ว่าเนื้อแท้ของประสิทธิภาพการทำงานอาจจะไม่ได้เก่งไปกว่าคู่แข่งเลย ดังนั้น การตัดสินใจจาก ROA เพียงตัวเลขเดียวอาจไม่ครอบคลุม ควรนำไปพิจารณาร่วมกับ ROE และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพื่อให้ได้บทสรุปที่รอบด้านที่สุด สรุป – ROA ช่วยให้เห็นว่าทรัพย์สินสร้างกำไรได้คุ้มค่าหรือไม่ ROA ช่วยตอบคำถามสำคัญให้เจ้าของธุรกิจว่า กำไรที่ทำได้เมื่อเทียบกับเงินทุนก้อนโตที่ละลายไปในสินทรัพย์นั้น คุ้มค่าเหนื่อยจริง ๆ หรือไม่ ยิ่งมีตัวเลขสูงก็ยิ่งแสดงว่าการบริหารจัดการภายในนั้นยอดเยี่ยม แต่จำไว้เสมอว่าต้องเปรียบเทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอย่าลืมหยิบตัวเลข ROE มาวิเคราะห์ควบคู่ไปด้วยเสมอ วิเคราะห์สุขภาพธุรกิจของคุณ ไปกับ PEAK Board ผู้ประกอบการชั้นนำเลือกใช้ PEAK Board ช่วยแปลงตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกราฟสวยงามเข้าใจง่าย ให้เจ้าของธุรกิจประเมินสถานการณ์ และดูอัตราส่วนสำคัญทางการเงินได้เองตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROA ROA ติดลบ หมายความว่าอะไร อาการติดลบเกิดจากการที่ธุรกิจมีผลขาดทุนสุทธิ (รายจ่ายเยอะกว่ารายได้) ทำให้ตัวเศษในสมการเป็นค่าติดลบ สถานการณ์นี้เป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ถ้าปล่อยให้ติดลบต่อเนื่องหลายปี ควรทบทวนโมเดลและแผนธุรกิจเสียใหม่ เปรียบเทียบ ROA ข้ามอุตสาหกรรมได้ไหม สามารถทำได้ แต่ต้องระวังให้ดีเพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างของเครื่องมือหากินต่างกัน โรงงานผลิตเครื่องจักรที่มีผลตอบแทน 5% อาจถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในวงการอุตสาหกรรมหนัก แต่ถ้าเอา 5% นี้ไปเทียบกับบริษัทนายหน้าอสังหาฯ ตัวเลขระดับนี้จะถือว่าสอบตก การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมที่สุดควรจับคู่กับธุรกิจที่มีประเภทและไซส์ใกล้เคียงกัน ROA ควรดูบ่อยแค่ไหน สำหรับกิจการ SME ที่มีการสรุปงบการเงินรายเดือน ควรหยิบตัวเลขนี้มาดูทุกไตรมาสเพื่อจับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องทนรอจนถึงตอนปิดงบสิ้นปี ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปภาพรวมให้ ก็ยิ่งเห็นปัญหาและหาทางหนีทีไล่ได้เร็วกว่าเดิม ROA กับ ROI ต่างกันตรงไหน ROA วัดความสามารถในการดึงกำไรออกมาจากสินทรัพย์ทั้งหมดของทั้งกิจการ ส่วน ROI (Return on Investment) จะวัดความคุ้มค่าจากเงินลงทุนแค่เฉพาะในโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งเท่านั้น เช่น ลงทุนซื้อโฆษณา Facebook ไป 10,000 บาท แล้วกวาดยอดขายกลับมาได้ 30,000 บาท ROI ของแคมเปญนี้จะพุ่งสูงถึง 200% ซึ่งขอบเขตของ ROI จะแคบกว่าและเจาะจงเป็นเรื่อง ๆ ไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

CapEx OpEx คืออะไร ต่างกันตรงไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนเจอค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่แล้วไม่แน่ใจว่าควรบันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายดี คำตอบอยู่ที่การแยก CapEx กับ OpEx ให้ถูกต้อง เพราะสองตัวนี้ส่งผลต่อตัวเลขกำไร ภาษี และ งบการเงิน ของธุรกิจโดยตรง บทความนี้อธิบายทั้ง CapEx และ OpEx พร้อมตัวอย่างที่เกิดใน SME ไทย วิธีบันทึกบัญชี และเคล็ดลับการเลือกใช้ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ CapEx (Capital Expenditure) หรือรายจ่ายฝ่ายทุนคืออะไร CapEx คือรายจ่ายที่ธุรกิจจ่ายเพื่อซื้อหรือปรับปรุงสินทรัพย์ที่ใช้งานได้นานกว่า 1 ปี เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ รายจ่ายประเภทนี้ไม่ได้หักเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียวทั้งก้อน แต่จะต้องทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคาตลอดอายุการใช้งาน ตัวอย่าง CapEx ที่ SME เจอบ่อย CapEx กับค่าเสื่อมราคาเกี่ยวข้องกันอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการทยอยหักมูลค่า สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปี ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ซื้อเครื่องพิมพ์ราคา 60,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาได้ปีละ 12,000 บาท แทนที่จะหักทีเดียวทั้ง 60,000 บาท การทยอยหักแบบนี้ทำให้ตัวเลขกำไรในแต่ละปีมีความสม่ำเสมอกว่า ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี NPAEs ที่ SME ทั่วไปใช้งาน (อ้างอิงข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี tfac.or.th) OpEx (Operating Expenditure) หรือค่าใช้จ่ายดำเนินงานคืออะไร OpEx คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน เป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไปภายในงวดบัญชีนั้น ไม่ได้สร้างสินทรัพย์ถาวรให้ธุรกิจ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าโฆษณา ตัวอย่าง OpEx ที่ SME เจอบ่อย CapEx กับ OpEx ต่างกันอย่างไร CapEx กับ OpEx มีความแตกต่างกันตั้งแต่ลักษณะการจ่าย วิธีบันทึกบัญชี ไปจนถึงผลกระทบต่อภาษี ตารางด้านล่างนี้จะช่วยสรุปความแตกต่างสำคัญให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หัวข้อ CapEx (รายจ่ายฝ่ายทุน) OpEx (ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) ลักษณะ ลงทุนซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ค่าใช้จ่ายประจำวันที่ใช้แล้วหมดไป ตัวอย่าง เครื่องจักร รถยนต์ อาคาร ค่าเช่า เงินเดือน ค่าโฆษณา บันทึกบัญชี บันทึกเป็นสินทรัพย์ ทยอยหักค่าเสื่อมราคา หักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในงวดที่เกิด ผลต่องบการเงิน แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) แสดงในงบกำไรขาดทุน ผลต่อภาษี หักภาษีได้ทีละน้อยผ่านค่าเสื่อมราคา หักภาษีได้ทั้งจำนวนในปีที่จ่าย จำนวนเงิน มักเป็นก้อนใหญ่ จ่ายครั้งเดียว จำนวนเล็กกว่า แต่จ่ายสม่ำเสมอ ผลกระทบต่อภาษีต่างกันอย่างไร จุดที่ผู้ประกอบการควรรู้คือ CapEx จะทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทีละน้อยตามค่าเสื่อมราคาในแต่ละปี ส่วน OpEx จะสามารถหักภาษีได้ทั้งจำนวนทันทีในปีที่จ่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด ซื้อคอมพิวเตอร์ 90,000 บาท (CapEx) อายุใช้งาน 3 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาได้ปีละ 30,000 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนไปจ่ายค่าเช่าคอมพิวเตอร์เดือนละ 3,000 บาท รวมปีละ 36,000 บาท (OpEx) บริษัทจะหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 36,000 บาทในปีนั้นทันที ผลลัพธ์คือ OpEx ช่วยลดกำไรทางภาษีในปีที่จ่ายได้มากกว่า CapEx ในช่วงปีแรก (อ้างอิงตามหลักเกณฑ์การหักค่าเสื่อมราคาของกรมสรรพากร rd.go.th) วิธีบันทึกบัญชี CapEx และ OpEx CapEx กับ OpEx จะใช้ผังบัญชีคนละตัว โดย รับรู้รายการสินทรัพย์ สำหรับ CapEx เข้าฝั่งสินทรัพย์ในงบดุลก่อนแล้วค่อยทยอยหัก ส่วน OpEx จะเข้าฝั่งค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนทันที บันทึกบัญชี CapEx (เมื่อซื้อสินทรัพย์) ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ 60,000 บาท จ่ายด้วยเงินสด Dr. อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 60,000Cr. เงินสด 60,000 เมื่อถึงวันสิ้นปี ต้องบันทึกค่าเสื่อมราคา (สมมติอายุใช้งาน 5 ปี หักปีละ 12,000 บาท) Dr. ค่าเสื่อมราคา อุปกรณ์ 12,000Cr. ค่าเสื่อมราคาสะสม อุปกรณ์ 12,000 บันทึกบัญชี OpEx (จ่ายค่าใช้จ่ายประจำงวด) ตัวอย่าง จ่ายค่าเช่าสำนักงานเดือนละ 25,000 บาท Dr. ค่าเช่าสำนักงาน (ค่าใช้จ่าย) 25,000Cr. เงินสด 25,000 จะเห็นได้ว่า OpEx บันทึกได้เรียบง่ายกว่ามาก เพราะหักจบภายในงวดเดียว ไม่ต้องคอยติดตามสินทรัพย์หรือคำนวณค่าเสื่อมราคาทุกสิ้นปี ควรเลือก CapEx หรือ OpEx เคล็ดลับสำหรับ SME ในยุคที่ธุรกิจหันมาใช้บริการระบบ Cloud และ SaaS มากขึ้น การเลือกระหว่างการ ซื้อขาด กับ เช่าใช้ เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการ SME เจอบ่อยมาก สถานการณ์ คำแนะนำ เหตุผล มีเงินทุนพร้อมและต้องการเป็นเจ้าของ CapEx (ซื้อ) ระยะยาวอาจถูกกว่า มีสินทรัพย์เป็นของบริษัท เพิ่งเริ่มธุรกิจ เงินทุนจำกัด OpEx (เช่า) ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ กระแสเงินสดไม่สะดุด เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว (ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ IT) OpEx (Subscription) เปลี่ยนได้ง่าย ไม่ต้องแบกสินทรัพย์ที่ล้าสมัย ใช้งานหนักทุกวันเป็นเวลานาน (เครื่องจักร รถขนส่ง) CapEx (ซื้อ) คุ้มค่ากว่าถ้าใช้จนครบอายุการใช้งาน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือโปรแกรมบัญชี ถ้าซื้อซอฟต์แวร์มาติดตั้งเอง (CapEx) ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ อัปเดตเอง และเสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในทีเดียว แต่ถ้าเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แบบ Subscription (OpEx) จะได้รับการอัปเดตอัตโนมัติ ลดภาระฝ่าย IT และจ่ายเท่าที่ใช้งานจริง ธุรกิจ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นมักเลือก OpEx มากกว่า เพราะไม่ต้องลงทุนหนักตั้งแต่แรก รักษากระแสเงินสดได้ดี และยืดหยุ่นกว่าในกรณีที่ธุรกิจต้องปรับตัว ในทางกลับกัน ธุรกิจที่โตเต็มที่แล้วและมีเงินทุนพร้อม การลงทุนแบบ CapEx อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะไม่ต้องคอยจ่ายค่าเช่าทุกเดือนและมีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง สรุป – CapEx กับ OpEx ต่างกันอย่างไร CapEx คือรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว ทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคา ส่วน OpEx คือค่าใช้จ่ายประจำวันที่หักได้ทันที สิ่งสำคัญที่ SME ควรจำคือ จัดการสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกทั้ง CapEx และ OpEx ได้อย่างถูกต้อง คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติผ่าน PEAK Asset และบันทึกค่าใช้จ่ายดำเนินงานผ่าน PEAK Account ได้สะดวก – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CapEx OpEx ค่าซ่อมแซมสินทรัพย์ถือเป็น CapEx หรือ OpEx ขึ้นอยู่กับว่าการซ่อมนั้นยืดอายุหรือเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์หรือไม่ ถ้าซ่อมเพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติ เช่น เปลี่ยนยางรถ ถือเป็น OpEx แต่ถ้าเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่ทำให้สินทรัพย์ใช้งานได้นานขึ้นหรือมีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ถือเป็น CapEx ที่ต้องบวกเข้าไปในมูลค่าสินทรัพย์ SME ขนาดเล็กต้องแยก CapEx กับ OpEx ด้วยหรือเปล่า ต้องแยก เพราะมาตรฐานการบัญชี NPAEs ที่ SME ใช้กำหนดไว้ว่าสินทรัพย์ที่มีอายุใช้งานเกิน 1 ปีต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและคิดค่าเสื่อมราคา ถ้าบันทึกผิดอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้องและอาจมีปัญหากับกรมสรรพากรตอนยื่นภาษีได้ ค่า Subscription ซอฟต์แวร์รายปี นับเป็น CapEx หรือ OpEx ถือเป็น OpEx เพราะเป็นค่าบริการที่จ่ายเพื่อใช้งานในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ธุรกิจเป็นเจ้าของตัวซอฟต์แวร์นั้น แม้จะจ่ายเป็นรายปีก็ยังถือเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ต่างจากกรณีที่คุณซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์แบบขาดมาเป็นของบริษัท ซึ่งจะถูกนับเป็น CapEx (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) PEAK ช่วยจัดการ CapEx OpEx ได้อย่างไร โปรแกรมบัญชี PEAK มีระบบจัดการสินทรัพย์ที่คอยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ โดยคุณสามารถตั้งค่าอายุการใช้งานและวิธีคิดค่าเสื่อมได้ ส่วนการบันทึกฝั่ง OpEx ก็สามารถทำได้ตามปกติ โดยข้อมูลทุกอย่างจะเชื่อมโยงเข้าหากันโดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

Dead Stock คืออะไร สินค้าค้างสต๊อก เอาไปลงรายจ่ายภาษีได้ไหม

สินค้าค้างสต๊อก หรือ Dead Stock เป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการ SME เจอบ่อย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขายไม่ออก หมดอายุ หรือล้าสมัย คำถามที่ตามมาคือ จะตัดออกจากบัญชีอย่างไร แล้วนำไปลงเป็นรายจ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้ไหม บทความนี้จะพาคุณไปดูตั้งแต่ความหมาย สาเหตุ วิธีจัดการ ไม่ว่าจะทำลาย ขายลดราคา หรือบริจาค ไปจนถึงเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอะไรบ้างถึงจะนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ Dead Stock คืออะไร Dead Stock คือสินค้าคงเหลือที่ขายไม่ออก ไม่มีความต้องการในตลาด หรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถขายได้ตามราคาปกติ สินค้าเหล่านี้จะค้างอยู่ในคลังเป็นเวลานานโดยไม่สร้างรายได้ แต่ยังคงกินพื้นที่จัดเก็บและสร้างต้นทุนให้กับธุรกิจ ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ไทย เช่น เสื้อผ้าตกเทรนด์ อาหารและเครื่องสำอางที่ใกล้หมดอายุ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่า หรือวัตถุดิบที่ผลิตเข้ามาเกินความต้องการ Dead Stock กับ Slow Moving Stock และ Obsolete Stock ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ความแตกต่างหลักอยู่ที่สถานะว่า “ยังพอขายได้หรือไม่” ถ้าสินค้าเริ่มขายช้าลง (Slow Moving) แต่คุณไม่รีบจัดการ สุดท้ายก็จะกลายเป็น Dead Stock และ Obsolete Stock ตามลำดับ สาเหตุที่ทำให้เกิด Dead Stock Dead Stock ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวสินค้าไม่ดี แต่มักเกิดจากการวางแผนจัดการคลังที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง สาเหตุหลักที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่ Dead Stock ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร สินค้าค้างสต๊อกดูเผิน ๆ อาจเหมือนแค่มีของกองอยู่ แต่ต้นทุนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสูงกว่าที่คิด สินค้าที่ค้างอยู่ในคลังทำให้เงินทุนจม ไม่สามารถนำเงินสดไปหมุนเวียนซื้อสินค้าตัวอื่นที่ขายได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีค่าเช่าพื้นที่คลังสินค้า ค่าไฟ และค่าดูแลรักษาที่ต้องจ่ายทุกเดือน ยิ่งเก็บไว้นาน ต้นทุนยิ่งสูงขึ้น ในด้านบัญชี สินค้าค้างสต๊อกทำให้ตัวเลข สินค้าคงเหลือ ในงบดุลสูงกว่าความเป็นจริง เพราะมูลค่าจริงของสินค้าเหล่านี้ลดลงไปแล้ว ตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป (NPAEs) กิจการต้องปรับมูลค่าสินค้าให้สะท้อนมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) 3 วิธีจัดการ Dead Stock และผลทางภาษี เมื่อสินค้ากลายเป็น Dead Stock ผู้ประกอบการมี 3 ทางเลือกในการจัดการ ซึ่งแต่ละทางมีผลทางบัญชีและภาษีต่างกัน ทำลายสินค้า ต้องทำอย่างไรให้ถูกต้อง การทำลายสินค้าเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับสินค้าที่ไม่สามารถขายหรือบริจาคได้ แต่ต้องทำให้ถูกขั้นตอน ไม่เช่นนั้นสรรพากรจะไม่ยอมให้ลงรายจ่าย ขั้นตอนที่ต้องทำมีดังนี้ ขายลดราคา ผลทางบัญชีเป็นอย่างไร ถ้าสินค้ายังพอขายได้ การลดราคาเพื่อเทขายเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทำลายทิ้ง เพราะยังได้กระแสเงินสดกลับมาบางส่วน ส่วนต่างระหว่างต้นทุนกับราคาขายจริง คุณสามารถนำไปลงเป็นผลขาดทุนจากการขายสินค้าได้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก สรรพากรอาจเข้าตรวจสอบว่าเป็นการขายจริงหรือเป็นการพยายามถ่ายโอนสินค้า กิจการจึงควรเก็บหลักฐานที่แสดงว่าเป็นราคาตลาดจริง หรือเก็บหลักฐานว่าสินค้าเสื่อมสภาพจนต้องขายถูก บริจาค สามารถลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ การบริจาคสินค้าค้างสต๊อกสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องบริจาคให้หน่วยงานราชการ สถานศึกษาของรัฐ หรือองค์กรสาธารณกุศลที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยนำมูลค่าของสินค้ามาหักเป็นรายจ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิทางภาษี (ก่อนหักรายจ่ายบริจาค) สิ่งสำคัญคือต้องขอรับใบรับบริจาคจากหน่วยงานที่รับ พร้อมระบุรายการและมูลค่าสินค้าให้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักฐานทางบัญชี Dead Stock ลงรายจ่ายภาษีได้ไหม มีเงื่อนไขอะไรที่สรรพากรกำหนดบ้าง คำตอบสั้น ๆ คือ ลงเป็นรายจ่ายได้ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขให้ครบถ้วน ถ้าเอกสารไม่ครบ สรรพากรจะไม่ยอมให้หัก และจะถือว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม เงื่อนไขหลักในการลงรายจ่าย ตามประมวลรัษฎากร การตัดมูลค่าสินค้าค้างสต๊อกเพื่อนำมาเป็นรายจ่าย ต้องเข้าเกณฑ์ดังนี้ หลักฐานที่สรรพากรยอมรับ มีอะไรบ้าง จุดที่ผู้ประกอบการหลายคนพลาดคือ เข้าใจว่าแค่ตัดยอดออกจากระบบบัญชีก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงต้องมีเอกสารประกอบครบทุกข้อ ได้แก่ หนังสือแจ้งการทำลายสินค้าต่อสรรพากร คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ รายงานระบุรายการ ลายเซ็นกรรมการและพยานภายนอก (เช่น ผู้สอบบัญชี) และภาพถ่ายประกอบ ถ้าทำเอกสารไม่ครบ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณทำลายสินค้าทิ้งไปแล้วแต่เอกสารไม่ครบ จะถูกสรรพากรมองว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม ผลที่ตามมาคือ ตัวอย่างการบันทึกบัญชี Dead Stock สมมติ บริษัท ก จำกัด มีสินค้าค้างสต๊อกมูลค่า 50,000 บาท และได้ผ่านขั้นตอนการแจ้งทำลายถูกต้องแล้ว บันทึกตัดมูลค่าสินค้าที่ทำลาย (แสดงมูลค่าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม): ผลขาดทุนจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน และนำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ กรณีที่นำไปขายลดราคาได้บางส่วน: (เช่น ขายได้ 10,000 บาท จากต้นทุน 50,000 บาท) วิธีป้องกันไม่ให้เกิด Dead Stock การจัดการปัญหาของค้างเป็นเรื่องที่ต้องทำเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว แต่การวางระบบป้องกันตั้งแต่ต้นย่อมดีกว่าเสมอ วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายก่อนสั่งซื้อ: ดูยอดขายย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน เช็กว่าสินค้าไหนขายดี ไหนขายช้า แล้วสั่งซื้อตามข้อมูลความต้องการจริง หมุนเวียนสินค้าตามหลัก FIFO: สินค้าที่เข้าคลังก่อนต้องนำออกไปขายก่อน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มที่มีวันหมดอายุ ตรวจนับสินค้าสม่ำเสมอ: การนับสต๊อก เป็นประจำจะช่วยให้คุณเห็นความผิดปกติและเจอสินค้าที่เริ่มขายช้าตั้งแต่เนิ่น ๆ ใช้ระบบบริหารคลังแบบเรียลไทม์: แทนที่จะนับด้วยมือหรือใช้ Excel การใช้ระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้เห็นสถานะสินค้าตลอดเวลา Dead Stock ไม่ใช่แค่ปัญหาสินค้าค้าง แต่กระทบทั้งเงินทุน พื้นที่ และตัวเลขในงบการเงิน สิ่งที่คุณควรทำคือการแยกของที่ขายช้าออกจากของที่ขายไม่ได้ให้ชัดเจน เลือกวิธีจัดการที่เหมาะสม และเตรียมเอกสารแจ้งสรรพากรให้ครบถ้วนก่อนลงมือทำลายทิ้ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณติดตามสินค้าคงเหลือแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของสต๊อก และลงบันทึกบัญชีการตัดสินค้าได้อย่างถูกต้อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อลดความเสี่ยงจากของค้างสต๊อกสะสมตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dead Stock สินค้าค้างสต๊อก Dead Stock ต้องทำลายเท่านั้นหรือเปล่า ถึงจะลงรายจ่ายได้ ไม่จำเป็นต้องทำลายเท่านั้น การขายลดราคาก็สามารถนำผลขาดทุนจากส่วนต่างมาลงเป็นรายจ่ายได้เช่นกัน หรือการนำไปบริจาคให้หน่วยงานที่กฎหมายกำหนดก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ แต่ละวิธีจะมีขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมแตกต่างกัน ผู้ประกอบการรายเล็ก ทำลายสินค้าเองที่ร้านได้ไหม ทำได้ ไม่ว่ากิจการจะเล็กหรือใหญ่ ขอแค่ทำตามขั้นตอนตามกฎหมายให้ครบถ้วน เช่น แจ้งสรรพากรล่วงหน้า 30 วัน ตั้งกรรมการทำลาย เชิญบุคคลภายนอกมาเป็นพยาน จัดทำรายงาน และถ่ายรูปเก็บไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างบริษัทภายนอกมาทำลายให้ สินค้าหมดอายุ ต้องรอให้หมดอายุก่อนถึงจะตัดบัญชีได้ใช่ไหม ไม่จำเป็นต้องรอ ถ้าคุณมีข้อมูลพิสูจน์ได้ว่าสินค้านั้นใกล้หมดอายุจนไม่สามารถนำไปวางขายได้แล้ว (เช่น เหลืออายุน้อยกว่า 1 เดือน) สามารถประเมินมูลค่าลดลงและบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าได้ตามมาตรฐานบัญชี แต่สิทธิในการลงเป็นรายจ่ายทางภาษีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณดำเนินการทำลายจริงพร้อมเอกสารครบถ้วนเท่านั้น ทำลายสินค้าแล้ว ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือไม่ ถ้าคุณดำเนินการทำลายถูกต้องตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด (แจ้งล่วงหน้า 30 วัน มีเอกสารและพยานครบ) จะไม่ถือว่าเป็นการขายสินค้า จึงไม่ต้องเสียภาษีขาย แต่ถ้าทำลายแบบเอกสารไม่ครบ สรรพากรจะถือว่าของขาดจากรายงาน ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นการขาย กิจการต้องนำส่ง VAT 7% คำนวณจากราคาตลาด ณ วันที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนลงมือทำลายเสมอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

CAPEX คืออะไร เข้าใจ CAPEX vs OPEX ถ้าบันทึกผิด ต้องเสียภาษีเพิ่ม

ซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาทแล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีเดียว ฟังดูง่าย แต่สรรพากรตรวจพบเมื่อไร ธุรกิจอาจต้องจ่ายภาษีย้อนหลังหลักแสน CAPEX กับ OPEX เป็นสองคำที่ผู้ประกอบการ SME ต้องแยกให้ออก เพราะการบันทึกบัญชีผิดหมวดจะส่งผลต่อการคำนวณกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง เพื่อให้คุณบันทึกบัญชีได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก รายจ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) คืออะไร CAPEX ย่อมาจาก Capital Expenditure หรือ รายจ่ายฝ่ายทุน คือเงินที่กิจการจ่ายเพื่อซื้อหรือปรับปรุงสินทรัพย์ที่ใช้งานได้นานเกิน 1 ปี ตัวอย่างเช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ หรือคอมพิวเตอร์ ในทางบัญชี CAPEX จะไม่ถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายทันทีทั้งก้อน แต่ต้องบันทึกเป็น สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ก่อน จากนั้นจึงทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานตามที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่าง CAPEX ที่พบบ่อยใน SME ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) คืออะไร OPEX ย่อมาจาก Operating Expenditure หรือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน คือรายจ่ายประจำที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อไปได้ในแต่ละวัน OPEX สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทันทีแบบเต็มจำนวนในงวดบัญชีที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องทยอยหักเหมือนกับ CAPEX ตัวอย่าง OPEX ที่พบบ่อยใน SME CAPEX กับ OPEX ต่างกันยังไง ความแตกต่างหลักคือ CAPEX ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา ส่วน OPEX สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันทีในปีนั้น สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าซื้อของมาแล้วใช้งานได้นานเกิน 1 ปี มักจะเป็น CAPEX แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วหมดไปในงวดนั้น จะเป็น OPEX ตารางนี้เปรียบเทียบ 6 เกณฑ์สำคัญให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เกณฑ์ CAPEX (รายจ่ายฝ่ายทุน) OPEX (ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) ลักษณะ ซื้อสินทรัพย์ใช้งานระยะยาว ค่าใช้จ่ายประจำวัน อายุการใช้งาน เกิน 1 ปี ใช้หมดในงวดนั้น บันทึกบัญชี บันทึกเป็นสินทรัพย์ บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย หักภาษี ทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคา หักทั้งจำนวนในปีนั้น ผลต่องบการเงิน ปรากฏในงบดุล ปรากฏในงบกำไรขาดทุน ตัวอย่าง เครื่องจักร, รถ, คอม ค่าเช่า, เงินเดือน, ค่าไฟ บันทึก CAPEX กับ OPEX ผิดหมวด SME เสียภาษีเพิ่มได้อย่างไร นี่คือจุดที่ผู้ประกอบการ SME หลายรายพลาดโดยไม่รู้ตัว การบันทึกรายจ่ายผิดหมวดระหว่าง CAPEX กับ OPEX ส่งผลต่อการเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยตรง บันทึก CAPEX เป็น OPEX จะเกิดอะไรขึ้น สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท แล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ ขั้นที่ 1 เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่หักได้ในปีแรกถ้าบันทึกถูก (CAPEX) จะหักค่าเสื่อมราคาได้ 200,000 บาท (สมมติอายุ 5 ปี) แต่ถ้าบันทึกผิด (OPEX) กิจการจะหักไปเต็ม ๆ 1,000,000 บาท เท่ากับว่าหักค่าใช้จ่ายเกินจริงไปถึง 800,000 บาท ขั้นที่ 2 ผลกระทบทางภาษี (สมมติอัตรา 20%)ส่วนต่างที่หักเกินไป 800,000 บาท เมื่อคูณอัตราภาษี 20% เท่ากับว่ากิจการต้องจ่ายภาษีคืนให้สรรพากร 160,000 บาท (ยังไม่รวมเบี้ยปรับ 1-2 เท่า และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน) กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บย้อนหลังได้ 2 ปี หรือสูงสุด 5 ปี กรณีสงสัยว่าหลีกเลี่ยงภาษี (ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร) บันทึก OPEX เป็น CAPEX ก็เสียประโยชน์ กรณีกลับกัน ถ้านำค่าใช้จ่ายประจำไปบันทึกเป็นสินทรัพย์ กิจการจะหักค่าใช้จ่ายได้ช้าลง ทำให้กำไรสุทธิสูงกว่าความเป็นจริง ผลคือต้องเสียภาษีมากกว่าที่ควรจะต้องจ่ายในปีนั้น แม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็เสียโอกาสทางภาษีไปฟรี ๆ วิธีตัดสินว่ารายจ่ายเป็น CAPEX หรือ OPEX การแยก CAPEX กับ OPEX ให้พิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ใช้งานได้นานเกิน 1 ปีหรือไม่ 2) มูลค่าสูงพอที่จะตั้งเป็นสินทรัพย์หรือไม่ และ 3) เป็นการซ่อมแซมปกติหรือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์เดิม ถ้าเข้าข่ายใช้งานยาวและเพิ่มมูลค่า ให้บันทึกเป็น CAPEX ก่อนบันทึกรายจ่ายแต่ละรายการ ลองตอบ 3 คำถามนี้เพื่อช่วยตัดสินใจ ถ้าคำตอบคือใช่ทั้ง 3 ข้อ ให้ รับรู้รายการสินทรัพย์ เป็น CAPEX แล้วทยอยตัดจ่ายผ่านค่าเสื่อมราคา ตัวอย่างที่ SME มักตัดสินใจผิด เช่น ค่าซ่อมแอร์สำนักงาน 8,000 บาท ถ้าเป็นการซ่อมให้กลับมาเย็นตามปกติ ถือเป็น OPEX หักค่าใช้จ่ายได้ทันที แต่ถ้าเปลี่ยนแอร์ตัวใหม่ 35,000 บาท ถือเป็น CAPEX เพราะเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่ใช้งานได้หลายปี มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้องกับ CAPEX SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะใช้มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป (NPAEs) บทที่ 10 ว่าด้วยที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ มาตรฐานนี้กำหนดให้บันทึกสินทรัพย์ด้วยราคาทุน แล้วหักค่าเสื่อมราคาตามอายุที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ส่วนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นจะใช้มาตรฐาน TFRS ฉบับเต็ม ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการตีราคาใหม่ แต่สำหรับ SME ทั่วไป NPAEs ก็ถือว่าครอบคลุมเพียงพอแล้ว วิธีบันทึกบัญชี CAPEX ที่ถูกต้อง เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็น CAPEX ขั้นตอนบันทึกจะมี 2 ส่วนคือ บันทึกสินทรัพย์ตอนซื้อ และทยอยหักค่าเสื่อมราคาทุกสิ้นปี ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ 50,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี บันทึกตอนซื้อDr. อุปกรณ์สำนักงาน 50,000Cr. เงินสด/ธนาคาร 50,000 บันทึกค่าเสื่อมราคาทุกสิ้นปี (วิธีเส้นตรง)ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 50,000 ÷ 5 ปี = 10,000 บาท/ปี การคิดค่าเสื่อมราคา คือการทยอยหักมูลค่าของสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายทีละปี วิธีเส้นตรงเป็นวิธีที่ SME ใช้บ่อยที่สุด เพราะคำนวณง่ายและหักเท่ากันทุกปี อายุการใช้งานตามกฎหมายไทย กฎหมายได้กำหนดอายุการใช้งานขั้นต่ำไว้สำหรับสินทรัพย์แต่ละประเภท (ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145) เช่น หมายเหตุ กิจการสามารถกำหนดอายุการใช้งานจริงได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ห้ามน้อยกว่า ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดนโยบายที่เหมาะสมกับธุรกิจ การแยก CAPEX กับ OPEX ให้ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงทางภาษีได้อย่างมหาศาล จำไว้ว่า CAPEX คือรายจ่ายซื้อสินทรัพย์ระยะยาวที่ต้องทยอยหักค่าเสื่อม ส่วน OPEX คือค่าใช้จ่ายประจำที่หักได้ทันที การบันทึกผิดหมวดอาจทำให้กิจการถูกเรียกภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่รู้ตัว จัดการสินทรัพย์ให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรกด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ที่ช่วยบันทึกสินทรัพย์ถาวรและคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ ลดความเสี่ยงจากการบันทึกผิดหมวด จัดการบัญชีครบจบในระบบเดียวได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CAPEX และ OPEX CAPEX ย่อมาจากอะไร CAPEX ย่อมาจาก Capital Expenditure แปลเป็นไทยว่า รายจ่ายฝ่ายทุน หมายถึงเงินลงทุนที่กิจการจ่ายเพื่อซื้อสินทรัพย์ระยะยาวเข้ามาใช้ประโยชน์ในธุรกิจ ซื้อคอมพิวเตอร์เป็น CAPEX หรือ OPEX ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกิจการ ถ้ามูลค่าเกินเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ (CAPEX) แล้วตัดจ่าย 3-5 ปี แต่ถ้ามูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ บางกิจการอาจเลือกบันทึกเป็น OPEX ได้เลย เช่ารถเป็น CAPEX หรือ OPEX ค่าเช่ารถถือเป็น OPEX เพราะกิจการไม่ได้เป็นเจ้าของรถคันนั้น จึงสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที ซึ่งต่างจากการซื้อรถซึ่งต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์แล้วตัดจ่ายผ่านค่าเสื่อม 5 ปี CAPEX มีผลต่อภาษีอย่างไร CAPEX ทำให้กิจการหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทีละน้อยผ่านค่าเสื่อมราคา แทนที่จะหักทั้งก้อนในปีเดียว ข้อดีคือช่วยกระจายภาระภาษีให้สม่ำเสมอ แต่ผู้ประกอบการต้องวางแผนกระแสเงินสดให้ดี เพราะจ่ายเงินซื้อไปแล้วทั้งก้อนแต่กลับหักภาษีได้แค่ทีละปี บันทึก CAPEX ผิดไปแล้ว แก้ไขอย่างไร คุณต้องปรับปรุงรายการบัญชี (Adjusting Entry) โดยย้ายจากบัญชีค่าใช้จ่ายกลับไปเป็นบัญชีสินทรัพย์ แล้วเริ่มคิดค่าเสื่อมราคาใหม่ตั้งแต่วันที่ซื้อ หากข้อผิดพลาดนี้กระทบต่องบที่ยื่นไปแล้ว ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อยื่นแก้ไขงบการเงินและแบบภาษีให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

Inventory Management จัดการสต๊อกยังไง ไม่ให้ของหายและเงินจม

ของหาย นับสต๊อกไม่ตรง หรือสั่งซื้อของเข้ามามากเกินไปจนเงินจม ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาแบบนี้อยู่ แปลว่าธุรกิจคุณต้องการระบบ Inventory Management เข้ามาช่วยจัดการด่วน ระบบจัดการสินค้าคงคลังช่วยให้คุณรู้ว่ามีของอะไรอยู่เท่าไร ต้องสั่งซื้อเมื่อไร และมีสินค้าตัวไหนค้างสต๊อกจนต้องรีบระบายออก บทความนี้จะพาคุณไปดูตั้งแต่ปัญหาที่ SME ต้องเจอ วิธีจัดการที่ใช้ได้ผลจริง ไปจนถึงสูตรวัดผลว่าสต๊อกของคุณทำงานได้ดีหรือกำลังมีปัญหา Inventory Management คืออะไร Inventory Management คือการบริหารสินค้าคงคลังทั้งหมดของธุรกิจ ตั้งแต่การสั่งซื้อ จัดเก็บ ติดตาม ไปจนถึงขายออก เป้าหมายหลักคือการมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แต่ต้องไม่เก็บมากเกินไปจนเงินทุนจมอยู่ในคลัง พูดง่าย ๆ คือการบริหารให้มีของพอขาย แต่ไม่เหลือจนล้นโกดัง สินค้าคงคลังมีกี่ประเภท สินค้าคงคลังแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปอาจมีแค่สินค้าประเภทที่ 3 แต่ถ้าเป็นธุรกิจผลิตจะมีครบทั้ง 3 ประเภท ซึ่งต้องหาวิธีจัดการแยกกัน ทำไม SME ต้องจัดการสต๊อก สินค้าคงคลังคือเงินที่แปลงสภาพเป็นสิ่งของ ถ้าจัดการไม่ดี เงินทุนหมุนเวียนจะหายไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว สมมติว่าร้านค้าออนไลน์สต๊อกสินค้าไว้มูลค่า 500,000 บาท แต่ขายได้เดือนละ 100,000 บาท เงินจำนวนนี้จะถูกล็อกอยู่ในสต๊อก และต้องรอถึง 5 เดือนกว่าจะหมุนกลับมาเป็นเงินสด ในขณะที่ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ยังคงเดินอยู่ทุกวัน การจัดการสต๊อกสินค้าที่ดีจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนของทุกธุรกิจ 5 ปัญหาสต๊อกที่ SME เจอบ่อย ก่อนจะไปดูวิธีแก้ปัญหา เรามาดูปัญหาเรื่องการจัดการสต๊อกที่ SME ไทยเจอบ่อยที่สุดกันก่อน ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วยระบบ Inventory Management ที่เหมาะสม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ราคาแพง แค่ปรับวิธีคิดให้ถูกก็เริ่มต้นได้แล้ว 4 วิธีจัดการสต๊อกให้ได้ผล ปัจจุบันมีเทคนิคมากมายที่ธุรกิจทั่วโลกใช้บริหารคลังสินค้า แต่ 4 วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะและนำมาปรับใช้กับ SME ไทยได้ง่ายที่สุด Just-in-Time (JIT) สั่งพอดีใช้ Just-in-Time คือการสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเฉพาะตอนที่ต้องใช้จริง โดยไม่เก็บสต๊อกล่วงหน้าเอาไว้มากนัก เป้าหมายคือเพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษาและลดปัญหาของค้างสต๊อก ตัวอย่างเช่น ร้านเบเกอรีที่สั่งแป้งและครีมมาทุกสัปดาห์ตามยอดสั่งจองของลูกค้า แทนที่จะสต็อกไว้เต็มโกดังเป็นเดือน วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจที่ซัพพลายเออร์สามารถส่งของได้เร็ว และมีความต้องการสินค้าจากลูกค้าค่อนข้างคงที่ แต่จะไม่เหมาะกับร้านค้าที่ยอดขายผันผวนรุนแรง หรือซัพพลายเออร์ส่งของล่าช้าบ่อย ๆ EOQ สั่งซื้อเท่าไรถึงคุ้ม EOQ (Economic Order Quantity) คือสูตรการคำนวณหาปริมาณสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างต้นทุนค่าสั่งซื้อกับต้นทุนค่าเก็บรักษา สูตร EOQ คือ รากที่สองของ (2 คูณ ความต้องการต่อปี คูณ ต้นทุนการสั่งซื้อ หารด้วย ต้นทุนค่าเก็บรักษา) ตัวอย่างเช่น ร้านค้าปลีกแห่งหนึ่งขายสินค้า ก ได้ 1,200 ชิ้นต่อปี ต้นทุนสั่งซื้อครั้งละ 500 บาท และมีค่าเก็บรักษาชิ้นละ 10 บาทต่อปี เมื่อเข้าสูตรคำนวณจะได้ผลลัพธ์ประมาณ 346 ชิ้นต่อครั้ง หมายความว่าการสั่งซื้อครั้งละ 346 ชิ้น จะทำให้กิจการประหยัดต้นทุนรวมได้มากที่สุด Safety Stock เผื่อของไว้แค่ไหนดี Safety Stock คือการเก็บสต๊อกสำรองไว้เผื่อกรณีที่ของมาช้า หรือมียอดขายพุ่งกระฉูดกว่าปกติ สูตรคำนวณแบบง่าย ๆ คือ นำยอดขายสูงสุดต่อวันมาลบกับยอดขายเฉลี่ยต่อวัน จากนั้นนำไปคูณด้วยระยะเวลาการจัดส่ง ตัวอย่างเช่น สินค้า ข ขายเฉลี่ย 10 ชิ้นต่อวัน แต่วันที่ขายดีสุดขายได้ 15 ชิ้น และใช้เวลาจัดส่ง 7 วัน จะคำนวณได้ว่า (15 ลบ 10) คูณ 7 เท่ากับ 35 ชิ้น หมายความว่าร้านนี้ควรมีสต๊อกสำรองอย่างน้อย 35 ชิ้นเก็บไว้เสมอ เพื่อป้องกันของขาดสต๊อกในช่วงที่ขายดี ABC Analysis แบ่งสินค้าตามความสำคัญ ABC Analysis คือการแบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่มตามสัดส่วนมูลค่าที่ทำรายได้ เพื่อให้ผู้บริหารรู้ว่าสินค้าตัวไหนต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หลักการสำคัญคือของมูลค่าสูงต้องได้รับการดูแลเยอะ ส่วนของมูลค่าต่ำให้ดูแลน้อยลง เพราะทรัพยากรด้านเวลาและบุคลากรของเรามีจำกัด วัดผลด้วย Inventory Turnover เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการจัดการสต๊อกสินค้าของกิจการเราทำได้ดีหรือไม่ ตัวเลขสำคัญที่ต้องนำมาดูคือ Inventory Turnover Ratio Inventory Turnover คืออัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าคงคลังถูกขายออกและเติมเข้ากี่รอบในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งตัวเลขนี้สูง ยิ่งแปลว่าสินค้าหมุนเวียนออกจากคลังได้เร็ว สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่างจริง Inventory Turnover เท่ากับ ต้นทุนสินค้าขาย หารด้วย สินค้าคงคลังเฉลี่ย ตัวอย่างเช่น ร้านค้า ก มีต้นทุนสินค้าขายทั้งปี 3,000,000 บาท มีสินค้าคงคลังต้นปีมูลค่า 600,000 บาท และปลายปีมูลค่า 400,000 บาท (ทำให้สินค้าคงคลังเฉลี่ยคือ 500,000 บาท) เมื่อนำ 3,000,000 หารด้วย 500,000 จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 6 รอบต่อปี หมายความว่าสินค้าของร้านนี้มีการหมุนเวียน 6 รอบต่อปี หรือเฉลี่ยทุก 2 เดือนสต๊อกจะถูกขายจนหมดและถูกเติมเข้าไปใหม่ ซึ่งตัวเลขต้นทุนและสินค้าคงคลังเหล่านี้ สามารถดึงได้จากงบกำไรขาดทุนและงบดุลที่โปรแกรมบัญชีสร้างให้อัตโนมัติ เคล็ดลับ: หากต้องการให้ตัวเลขเหล่านี้แม่นยำยิ่งขึ้น คุณควรมี เอกสารบัตรสต๊อกสินค้า (Stock Card) ที่จดบันทึกการเข้าออกแบบรายวันด้วย ตัวเลขเท่าไรถึงจะถือว่าดี ตัวเลขผลลัพธ์ที่ดีจะขึ้นอยู่กับประเภทของแต่ละธุรกิจด้วย ตัวอย่างเช่น ร้านค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ควรอยู่ที่ 8-12 รอบต่อปี ธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วไปควรอยู่ที่ 6-10 รอบต่อปี ส่วนอุตสาหกรรมผลิตควรอยู่ที่ 4-8 รอบต่อปี ถ้าพบว่าตัวเลขของกิจการคุณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แสดงว่าอาจมีสินค้าค้างสต๊อกมากเกินไป ต้องกลับไปตรวจดูว่ามีสินค้าตัวไหนที่ควรจัดโปรโมชันเพื่อระบายออกบ้าง ระบบสต๊อกเชื่อมบัญชี ลดงานซ้ำได้อย่างไร เรื่องการจัดการสต๊อกกับงานบัญชีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ SME หลายรายมักจัดการแยกส่วนกัน เช่น บันทึกสต๊อกใน Excel ส่วนงานบัญชีไปทำในอีกโปรแกรม ทำให้ข้อมูลไม่เคยตรงกันและพนักงานต้องเสียเวลาทำงานซ้ำซ้อน สต๊อกกระทบงบการเงินตรงไหน สินค้าคงคลังจะไปปรากฏอยู่ในงบการเงิน 2 จุดสำคัญ จุดที่ 1 งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล): สินค้าถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน ยิ่งสต๊อกเยอะ ตัวเลขสินทรัพย์ก็จะสูงตาม แต่ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป เพราะนั่นคือเงินสดที่คุณยังนำออกมาใช้ไม่ได้จุดที่ 2 งบกำไรขาดทุน: สินค้าเกี่ยวข้องกับต้นทุนขายโดยตรง ตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป (NPAEs) การตีมูลค่าสินค้าคงเหลือต้องใช้วิธี FIFO หรือวิธีถัวเฉลี่ยเท่านั้น ไม่สามารถใช้วิธี LIFO ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อตัวเลขกำไรสุทธิที่คุณต้องนำไปเสียภาษี ใช้โปรแกรมบัญชีจัดการสต๊อกในที่เดียว ถ้าระบบ Inventory Management สามารถเชื่อมต่อกับบัญชีได้ เมื่อบันทึกขายสินค้า 1 รายการ ระบบจะวิ่งไปตัดสต๊อกให้โดยอัตโนมัติ พร้อมคำนวณต้นทุนสินค้าขายและอัปเดตยอดของที่เหลืออยู่ทันที โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK รองรับการบันทึกซื้อขายและตัดสต๊อกอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลสินค้าคงคลังและข้อมูลบัญชีตรงกันเสมอ ช่วยลดงานคีย์ซ้ำและข้อผิดพลาด และหากธุรกิจของคุณต้องออก ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เป็นประจำ ก็สามารถสร้างเอกสารและเชื่อมข้อมูลเข้าคลังได้ในระบบเดียว ระบบการจัดการสต๊อกสินค้าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด คุณสามารถเริ่มจากการรับรู้ปัญหาของธุรกิจตัวเอง เลือกวิธีจัดการที่เหมาะสม และหมั่นวัดผลรอบการหมุนเวียนเป็นประจำ สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำตั้งแต่วันนี้ คือการนับของจริงเทียบกับข้อมูลในระบบ จัดกลุ่มสินค้าแบบ ABC Analysis และคำนวณหาอัตราการหมุนเวียนเพื่อให้เห็นภาพรวมธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกเอกสารซื้อขาย ตัดสต๊อกอัตโนมัติ และดูภาพรวมสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมโยงกับระบบบัญชีโดยที่พนักงานไม่ต้องมาคีย์งานซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วเริ่มจัดการระบบบริหารคลังสินค้าอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Inventory Management Inventory Management ต่างจาก Warehouse Management อย่างไร Inventory Management เน้นบริหารในมุมของจำนวนและมูลค่าสินค้า เช่น ต้องสั่งซื้อเท่าไร เก็บไว้เท่าไร ขายไปเท่าไร ส่วน Warehouse Management จะเน้นบริหารพื้นที่และขั้นตอนทางกายภาพในคลังสินค้า เช่น จะวางของตรงไหน หรือใช้เส้นทางไหนในการหยิบสินค้าให้เร็วที่สุด SME ขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์จัดการสต๊อกหรือไม่ ถ้ามีสินค้าน้อยกว่า 20 รายการ การใช้แผ่นงาน Excel อาจยังเพียงพอ แต่ถ้าเริ่มมีมากกว่า 20 รายการขึ้นไป การนับและกรอกด้วยมือจะเริ่มเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย การใช้โปรแกรมเข้ามาช่วยจะประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยเฉพาะร้านที่ขายผ่านออนไลน์หลายช่องทางพร้อมกัน FIFO กับ LIFO ต่างกันอย่างไร FIFO (First In, First Out) คือการนำของที่เข้าคลังก่อนไปขายออกก่อน เหมาะกับสินค้าที่มีวันหมดอายุ ส่วน LIFO (Last In, First Out) คือการเอาของใหม่ที่เพิ่งเข้ามาไปขายก่อน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานบัญชีไทยไม่อนุญาตให้ใช้ LIFO ดังนั้น SME ไทยจึงควรใช้วิธี FIFO หรือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเท่านั้น Inventory Turnover ยิ่งสูงยิ่งดีเสมอไปหรือไม่ โดยทั่วไปยิ่งตัวเลขสูงยิ่งเป็นเรื่องดี แต่ถ้าสูงมากเกินไปอาจหมายความว่าคุณมีสต๊อกน้อยเกินไปจนเสี่ยงของขาด ลูกค้าสั่งแล้วต้องให้รอของนาน ควรดูตัวเลขนี้ควบคู่กับอัตราการขาดสต๊อก (Stockout Rate) ถ้าอัตราหมุนเวียนสูงแต่ของไม่เคยขาดสต๊อกเลย แปลว่าคุณจัดการคลังได้ดีเยี่ยม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

Stock Card คืออะไร ทำไม SME ต้องมีบัตรสต๊อกสินค้า

Stock Card คืออะไร และสำคัญอย่างไร Stock Card (บัตรสต๊อกสินค้า หรือสต๊อกการ์ด) คือ บัตรหรือตารางที่บันทึกการรับเข้า จ่ายออก และยอดคงเหลือของสินค้าทีละรายการ เรียงตามวันที่ที่เกิดรายการ สินค้า 1 รายการใช้บัตร 1 ใบ จึงเห็นได้ทันทีว่าตอนนี้มีของเหลือเท่าไร และแต่ละครั้งที่ยอดเปลี่ยนเกิดจากเอกสารใบไหน เดิมบัตรนี้เป็นกระดาษที่แขวนไว้หน้าชั้นวาง ปัจจุบันส่วนใหญ่ทำใน Excel หรือในโปรแกรมบัญชี แต่หลักการเหมือนกัน คือทุกบรรทัดต้องมีวันที่ เลขที่เอกสาร จำนวนรับ จำนวนจ่าย และยอดคงเหลือหลังรายการนั้น สำหรับร้านค้าและธุรกิจที่มีสต๊อก เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณต้า เจ้าของบริษัทค้าส่งเครื่องเขียนที่จด VAT แล้ว มีหน้าร้านแห่งเดียว สินค้าขายดีคือปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน ขายเป็นกล่อง กล่องละ 50 ด้าม บัตรคุมสินค้าต่างจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบและใบตรวจนับอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ แต่ใช้ต่างกัน เอกสาร ใครกำหนด ใช้ทำอะไร บัตรคุมสินค้า กิจการกำหนดเอง ติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าทีละรายการ ใช้ภายใน รายงานสินค้าและวัตถุดิบ กฎหมาย VAT (มาตรา 87(3) และประกาศฯ ฉบับที่ 89) หลักฐานปริมาณรับ จ่าย คงเหลือ ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจ ใบตรวจนับสินค้า กิจการกำหนดเอง บันทึกผลนับของจริง ณ วันที่นับ เพื่อเทียบกับบัตรคุมสินค้า ข้อต่างหลักอยู่ที่บัตรคุมสินค้าไม่มีรูปแบบบังคับ ส่วนรายงานตามแบบสรรพากรมีข้อกำหนด เช่น ต้องบันทึกภายใน 3 วันทำการ และแยกตามสถานประกอบการ รายละเอียดอ่านต่อได้ที่บทความ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คืออะไร บัตรสต๊อกสินค้าต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลในบัตรแบ่งเป็นส่วนหัวกับส่วนรายการ ถ้าใช้แค่ดูจำนวน บันทึกเฉพาะปริมาณก็พอ แต่ถ้าต้องการรู้ต้นทุนขาย ต้องเพิ่มคอลัมน์ราคาทุนและมูลค่า ส่วน ข้อมูล แบบปริมาณ แบบมีต้นทุน ส่วนหัว ชื่อสินค้า รหัสสินค้า หน่วยนับ ที่เก็บ จุดสั่งซื้อ ✓ ✓ ส่วนรายการ วันที่ เลขที่เอกสาร รายการ ✓ ✓ ส่วนรายการ จำนวนรับ จำนวนจ่าย จำนวนคงเหลือ ✓ ✓ ส่วนรายการ ราคาทุนต่อหน่วย มูลค่ารับ มูลค่าจ่าย มูลค่าคงเหลือ ✓ หน่วยนับต้องเหมือนกันทั้งใบ ถ้าซื้อเป็นลังแต่ขายเป็นกล่อง ให้แปลงเป็นหน่วยเดียวก่อนบันทึก เพราะการปนหน่วยเป็นสาเหตุที่ทำให้ยอดคงเหลือเพี้ยนบ่อยที่สุด จุดสั่งซื้อคือยอดขั้นต่ำที่ต้องสั่งของเพิ่ม ใส่ไว้ในส่วนหัวเพื่อให้เห็นทุกครั้งที่ลงรายการ ตัวอย่าง Stock Card ของร้านเครื่องเขียน 1 เดือน ตัวอย่างนี้เป็นบัตรแบบปริมาณของปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินในร้านของคุณต้า เดือนตุลาคม 2569 นับเป็นกล่อง ส่วนหัว: ปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน 0.5 มม. · รหัส PEN-BL-05 · หน่วย กล่อง (50 ด้าม) · ที่เก็บ ชั้น A2 · จุดสั่งซื้อ 40 กล่อง วันที่ เลขที่เอกสาร รายการ รับ จ่าย คงเหลือ 1 ต.ค. 69 ยอดยกมา 40 4 ต.ค. 69 PI-6910-003 ซื้อจากผู้ผลิต ล็อต 1 60 100 10 ต.ค. 69 IV-6910-021 ขายโรงเรียนประจำอำเภอ 70 30 15 ต.ค. 69 PI-6910-009 ซื้อจากผู้ผลิต ล็อต 2 120 150 22 ต.ค. 69 IV-6910-058 ขายร้านถ่ายเอกสาร 80 70 27 ต.ค. 69 CN-6910-004 รับคืนจากร้านถ่ายเอกสาร 2 72 31 ต.ค. 69 ADJ-6910-001 ปรับปรุงตามผลตรวจนับ ขาด 1 กล่อง 1 71 ยอดคงเหลือทุกบรรทัดคิดจากยอดก่อนหน้า บวกรับ ลบจ่าย ปลายเดือนจึงเหลือ 40 + 60 − 70 + 120 − 80 + 2 − 1 = 71 กล่อง หลังขายวันที่ 10 ตุลาคม ยอดเหลือ 30 กล่อง ต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ 40 กล่อง คุณต้าจึงสั่งล็อต 2 ทันที บรรทัดสุดท้ายคือการปรับยอดให้ตรงกับของจริงหลังตรวจนับ ต้องมีเอกสารปรับปรุงที่ระบุสาเหตุ ไม่แก้ตัวเลขคงเหลือตรง ๆ เพราะจะไม่เหลือร่องรอยว่าของหายไปเท่าไร ถ้าอยากรู้ต้นทุนขาย ต้องบันทึกบัตรอย่างไร ถ้าซื้อของหลายล็อตในราคาต่างกัน ต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปขึ้นกับวิธีราคาทุนที่กิจการเลือก มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ให้เลือกได้ 3 วิธี คือ วิธีราคาเจาะจง วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ตามมาตรฐานฉบับปรับปรุง 2565 ของสภาวิชาชีพบัญชี บทที่ 8 สินค้าคงเหลือ ปากกาของคุณต้ามียอดยกมา 40 กล่องและล็อต 1 อีก 60 กล่อง ทุนกล่องละ 200 บาท ส่วนล็อต 2 จำนวน 120 กล่อง ทุนกล่องละ 225 บาท เมื่อคิดจากรายการชุดเดียวกัน 2 วิธีให้ผลดังนี้ ตารางนี้ใช้ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งคือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่คำนวณทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีของเข้า เหมาะกับการบันทึกสต๊อกแบบต่อเนื่อง รายการ FIFO ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ คงเหลือหลังขาย 10 ต.ค. 30 × 200 = 6,000 30 × 200 = 6,000 คงเหลือหลังซื้อล็อต 2 30 × 200 + 120 × 225 = 33,000 150 กล่อง 33,000 · ทุนเฉลี่ย 220 ต้นทุนขาย 22 ต.ค. (80 กล่อง) 30 × 200 + 50 × 225 = 17,250 80 × 220 = 17,600 รับคืน 27 ต.ค. (2 กล่อง) 2 × 225 = 450 2 × 220 = 440 ปรับลดของขาด 31 ต.ค. (1 กล่อง) 225 220 ต้นทุนขายทั้งเดือน 14,000 + 17,250 − 450 = 30,800 14,000 + 17,600 − 440 = 31,160 มูลค่าคงเหลือ 71 กล่อง 71 × 225 = 15,975 71 × 220 = 15,620 ทั้ง 2 วิธีใช้ต้นทุนรวมเท่ากันคือ 47,000 บาท แต่แบ่งไปเป็นต้นทุนขาย สินค้าคงเหลือ และของขาดจากการตรวจนับต่างกัน ช่วงที่ราคาซื้อสูงขึ้น วิธี FIFO ให้ต้นทุนขายต่ำกว่าและสินค้าคงเหลือสูงกว่าวิธีถัวเฉลี่ย กำไรในงบจึงต่างกันตาม ผลต่างของคุณต้าในเดือนนี้คือ 360 บาท เมื่อเลือกวิธีแล้วต้องใช้ต่อเนื่องทุกงวดตามหลักความสม่ำเสมอของนโยบายการบัญชีในมาตรฐานเดียวกัน การเปลี่ยนวิธีกลางทางทำให้งบเทียบกันไม่ได้ วิธีตีราคาแบบอื่นและผลต่อกำไรอ่านต่อได้ที่บทความ FIFO กับถัวเฉลี่ย ต่างกันอย่างไร ทำ Stock Card ใน Excel อย่างไร แบบฟอร์ม Stock Card Excel ที่ใช้ได้จริงไม่ต้องซับซ้อน ใช้ 1 ชีตต่อ 1 สินค้า แล้ววางคอลัมน์ตามตารางตัวอย่างข้างบน คอลัมน์ ข้อมูล สูตร (แถวที่ 3 เป็นต้นไป) A วันที่ พิมพ์เอง B เลขที่เอกสาร พิมพ์เอง C รายการ พิมพ์เอง D รับ พิมพ์เอง E จ่าย พิมพ์เอง F คงเหลือ =F2+D3-E3 แล้วลากลง แถวที่ 2 ใส่ยอดยกมาในช่อง F2 ตัวเลขคงเหลือทุกบรรทัดต่อจากนั้นจะคำนวณเอง ถ้าต้องการให้ Excel เตือนเมื่อของใกล้หมด ใช้ Conditional Formatting ให้ช่อง F เปลี่ยนสีเมื่อค่าต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ ถ้ามีสินค้าหลายรายการและอยากเก็บไว้ในตารางเดียว ให้เพิ่มคอลัมน์รหัสสินค้า แล้วใช้ SUMIF รวมยอดรับและจ่ายของแต่ละรหัส ยอดคงเหลือของสินค้าใดคือยอดยกมา + SUMIF ของคอลัมน์รับ − SUMIF ของคอลัมน์จ่าย ตามรหัสนั้น จุดที่ต้องระวังคือ Excel แก้ตัวเลขย้อนหลังได้โดยไม่มีร่องรอย ควรล็อกชีตของเดือนที่ปิดแล้ว และแก้ด้วยการเพิ่มบรรทัดปรับปรุงพร้อมเลขที่เอกสารเสมอ เมื่อไรควรเปลี่ยนจาก Excel เป็นโปรแกรม Excel เหมาะกับร้านที่มีสินค้าไม่กี่สิบรายการและบันทึกคนเดียว สัญญาณที่ควรเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมมีดังนี้ ทำไมยอดในบัตรคุมสินค้าไม่ตรงกับของจริง และแก้อย่างไร เมื่อนับของจริงแล้วไม่ตรงกับยอดในบัตร ก่อนสรุปว่าของหาย ให้ไล่ดูรายการที่เกิดจริงแต่ไม่ได้ลงบัตรก่อน สาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้ สาเหตุ อาการที่เห็น วิธีแก้ ของเสียหรือหมดอายุไม่ได้ลงจ่าย ของจริงน้อยกว่าบัตร ทำเอกสารตัดของเสียทุกครั้งที่พบ หยิบของไปใช้เองหรือแจกตัวอย่าง ของจริงน้อยกว่าบัตร ทำใบเบิกใช้ภายใน รับของแล้วรอใบกำกับภาษีก่อนลงบัตร ของจริงมากกว่าบัตรชั่วคราว ลงรับตามใบส่งของในวันที่ของเข้า ปนหน่วยนับ ลัง กับ กล่อง ยอดเพี้ยนเป็นหลักเท่า กำหนดหน่วยเดียวในส่วนหัว บันทึกช้าหรือลงย้อนหลังรวมทีเดียว ยอดไม่ตรงระหว่างเดือน ลงทุกวัน หรือไม่เกิน 3 วันทำการ ปากกาที่ขาด 1 กล่องของคุณต้า หลังตรวจย้อนพบว่าพนักงานหยิบไปใช้ที่เคาน์เตอร์โดยไม่ได้ทำใบเบิก คุณต้าจึงบันทึกปรับลดพร้อมเอกสาร และให้หน้าร้านทำใบเบิกทุกครั้งต่อจากนั้น วิธีนับสต๊อกให้แม่นอ่านต่อได้ที่บทความ นับสต๊อกสินค้าอย่างไรให้แม่นยำ ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรคุมสินค้า กติกาที่ช่วยให้บัตรตรงกับของจริงมากที่สุดคือ ของจะออกจากชั้นไม่ได้ถ้าไม่มีเอกสาร สรุป – Stock Card ต้องจำอะไรบ้าง ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเลือกสินค้าขายดี 5 รายการ ทำบัตรย้อนหลัง 1 เดือนจากใบกำกับภาษีซื้อและขาย แล้วนับของจริงเทียบดูว่าตรงกันไหม ดูความเคลื่อนไหวสินค้าแทน Stock Card ด้วย PEAK พอสินค้าเยอะขึ้นหรือต้องคิดต้นทุนแบบ FIFO หรือถัวเฉลี่ย การทำบัตรทีละชีตใน Excel จะใช้เวลามากและผิดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK มีแท็บ “เคลื่อนไหว” ในหน้าสินค้าแต่ละตัว แสดงรายการซื้อขายย้อนหลังของสินค้านั้น และพิมพ์รายงานตามช่วงวันที่ได้ ทำหน้าที่แทนบัตรคุมสินค้าโดยไม่ต้องลงซ้ำ ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์รายการเคลื่อนไหวสินค้ารายตัวใน PEAK อ่านเรื่องสต๊อกสินค้าเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Stock Card ใบสต๊อกการ์ดกับ Stock Card คืออันเดียวกันไหม ใช่ ใบสต๊อกการ์ด สต็อกการ์ด และบัตรคุมสินค้า เป็นชื่อเรียกต่างกันของเอกสารเดียวกัน คือบัตรบันทึกรับ จ่าย และคงเหลือของสินค้าทีละรายการ ต้องทำบัตรคุมสินค้าทุกรายการไหม ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบบัตรคุมสินค้า แต่กิจการที่จด VAT และขายสินค้าต้องมีรายงานสินค้าและวัตถุดิบของทุกสินค้า ในทางปฏิบัติจึงควรมีบัตรหรือรายการเคลื่อนไหวในโปรแกรมครบทุกรายการ ส่วนวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในสำนักงานไม่ต้องทำ Stock Card ยาต่างจากบัตรคุมสินค้าทั่วไปอย่างไร หลักการบันทึกรับ จ่าย คงเหลือเหมือนกัน แต่ร้านขายยาและคลินิกมักต้องบันทึกเลขล็อตและวันหมดอายุเพิ่ม และยาบางกลุ่มมีข้อกำหนดการทำบัญชีตามกฎหมายยาเฉพาะ ควรตรวจรูปแบบที่ต้องใช้กับเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการหรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทำบัตรคุมสินค้าใน Google Sheets ได้ไหม ได้ สูตรคงเหลือและ SUMIF ใช้ได้เหมือน Excel ข้อดีคือหลายคนเปิดดูพร้อมกันได้ แต่ควรจำกัดสิทธิ์แก้ไขและเปิดประวัติการแก้ไข เพื่อให้ตรวจย้อนได้ว่าใครเปลี่ยนตัวเลขเมื่อไร บัตรคุมสินค้าต้องบันทึกบ่อยแค่ไหน ควรบันทึกทุกวันที่มีของเข้าออก ถ้าใช้เป็นฐานรายงานสินค้าและวัตถุดิบของกิจการที่จด VAT ต้องลงรายการไม่เกิน 3 วันทำการนับแต่วันที่รับหรือจ่ายสินค้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

12 min

Perpetual vs Periodic ต่างกันยังไง เจาะลึกวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกสินค้า

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีหลายคนยังสับสนคือ เวลาเริ่มต้นทำบัญชี ควรเลือกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองระบบ พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี (เดบิต-เครดิต) ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับกิจการได้อย่างถูกต้อง ทำไมต้องเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้า ตามมาตรฐานบัญชี กิจการที่มีสินค้าคงเหลือจะต้องเลือกนโยบายการบันทึกบัญชี 1 ใน 2 ระบบนี้ และเมื่อเลือกแล้วจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกระบบที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานของนักบัญชีง่ายขึ้น และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เกณฑ์เปรียบเทียบ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) การอัปเดตยอดสินค้า อัปเดตทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (Real-time) อัปเดตตอนสิ้นงวดเท่านั้น การรับรู้ต้นทุนขาย รู้ต้นทุนขายทันทีที่ขายสินค้า ต้องรอตรวจนับและคำนวณปลายงวด ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องบันทึกต้นทุนทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกรายได้ไปก่อน) เหมาะกับธุรกิจแบบไหน สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ, ขายออนไลน์ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย เจาะลึกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) คือการบันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที สั่งซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้า 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคาตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)เมื่อใช้ระบบ Perpetual ทุกครั้งที่ขายจะต้องบันทึก 2 คู่บัญชีเสมอ คือฝั่งรายได้และฝั่งต้นทุน บันทึกรายได้: บันทึกตัดสต๊อกและรับรู้ต้นทุน: การลงบัญชีแบบนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นกำไรขั้นต้นได้ทันทีหลังจากที่ขายสินค้าเสร็จ เจาะลึกระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) คือระบบที่ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะบันทึกรวบยอดซื้อเข้าไปก่อน แล้วรอจนถึงสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) ค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นนำมาเข้าสูตรเพื่อคำนวณหาต้นทุนขาย สูตรคำนวณ: ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้าสังเกตว่าจะเดบิตไปที่บัญชี “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกในงบดุลจะไม่ขยับเลยจนกว่าจะถึงสิ้นงวด 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคา 350 บาท)บันทึกแค่รายได้เท่านั้น ไม่มีการบันทึกตัดต้นทุนขาย 3. บันทึกรายการปรับปรุงตอนสิ้นงวดสมมติว่าตอนสิ้นเดือน ตรวจนับสต๊อกพบว่ามีเมาส์เหลือ 90 ตัว (มูลค่าต้นทุน 18,000 บาท) กิจการจะต้องนำยอดนี้มาตั้งเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด และคำนวณต้นทุนขายดังนี้:(0 + 20,000) – 18,000 = ต้นทุนขาย 2,000 บาท SME ควรเลือกระบบไหนถึงจะดีที่สุด ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ การเลือกขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและความพร้อมของกิจการ อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ที่มีแนวโน้มจะเติบโต แนะนำให้วางระบบ Perpetual ตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น ระบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบ Perpetual ที่แสดงตัวเลขแบบเรียลไทม์ หรือ Periodic ที่เน้นการตรวจนับตอนสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือการบันทึกให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและใช้อย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำงานของระบบ Perpetual อย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่คุณสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน ระบบจะวิ่งไปลงบันทึกรายได้และตัดบัญชีต้นทุนขายให้คุณอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการลงบัญชีสองฝั่ง และให้คุณดูรายงานกำไรขั้นต้นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการทำงานบัญชีให้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบัญชีสินค้า ใช้ระบบ Perpetual จำเป็นต้องนับสต๊อกปลายปีหรือไม่ จำเป็นต้องนับสต๊อก แม้ระบบ Perpetual จะบอกตัวเลขคงเหลือแบบเรียลไทม์ได้ แต่กิจการยังคงต้องทำ Physical Count ตอนปลายงวด เพื่อยืนยันว่าของที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในระบบหรือไม่ หากพบว่ามีของหายหรือชำรุด จะได้ปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องใช้ระบบเหล่านี้หรือไม่ ไม่ต้องใช้ หากธุรกิจของคุณเป็นงานบริการล้วน ๆ และไม่มีสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ก็จะไม่มีบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการให้บริการและมีมูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน PEAK ตั้งค่าระบบบันทึกบัญชีสินค้าแบบไหน โดยค่าเริ่มต้น (Default) ระบบของ PEAK จะถูกตั้งค่าการบันทึกสินค้าคงเหลือเป็นแบบ Perpetual เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเห็นต้นทุนแบบเรียลไทม์ แต่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าในเมนูตั้งค่านโยบายบัญชี เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Periodic ได้หากกิจการมีความจำเป็นต้องใช้ระบบนั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Proforma Invoice คืออะไร ต่างจาก Invoice ทั่วไปยังไง

Proforma Invoice คืออะไร และสำคัญอย่างไร Proforma Invoice คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าหรือบริการ เพื่อแจ้งรายการ ราคา และเงื่อนไขการซื้อขายล่วงหน้า ผู้ซื้อใช้เอกสารนี้ขออนุมัติงบ เปิด L/C หรือโอนเงินมัดจำ แต่ตัวเอกสารเองยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน และไม่ใช่ใบกำกับภาษี พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice เป็นร่างใบแจ้งหนี้ที่หน้าตาคล้ายใบแจ้งหนี้จริง แต่ออกก่อนที่การขายจะเกิดขึ้น ไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับรูปแบบไว้ จึงใช้ได้ทั้งการค้าในประเทศและการนำเข้าส่งออก สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน Proforma Invoice แปลว่าอะไร Proforma Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้เบื้องต้น หรือใบแจ้งราคาล่วงหน้า คำว่า pro forma มาจากภาษาละติน แปลว่าตามรูปแบบ สื่อว่าเอกสารนี้ทำตามรูปแบบใบแจ้งหนี้ แต่ยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ตัวจริง ในวงการนำเข้าส่งออกมักย่อว่า PI และบางครั้งสะกดแยกเป็น pro forma invoice ทั้งสองแบบหมายถึงเอกสารเดียวกัน Proforma Invoice ต่างจาก Invoice ใบเสนอราคา และใบกำกับภาษีอย่างไร ความต่างอยู่ที่จังหวะการออกและผลทางบัญชี Proforma Invoice ออกก่อนการขายเกิดขึ้น จึงยังไม่บันทึกเป็นรายได้หรือลูกหนี้ ส่วนใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีออกเมื่อการขายเกิดขึ้นแล้ว และใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษีได้ ตารางเปรียบเทียบ Proforma Invoice กับเอกสารที่มักสับสนกัน เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้ทำอะไร ใช้บันทึกบัญชีหรือภาษีได้ไหม ใบเสนอราคา (Quotation) ตอนลูกค้าขอราคา เสนอราคาเพื่อให้ลูกค้าเลือก ไม่ได้ Proforma Invoice หลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ขออนุมัติงบ เปิด L/C เรียกมัดจำ ไม่ได้ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เมื่อส่งมอบหรือถึงงวดเรียกเก็บ แจ้งยอดที่ลูกค้าต้องจ่าย ได้ บันทึกรายได้และลูกหนี้ Commercial Invoice ตอนส่งสินค้าออกจริง เอกสารการค้าระหว่างประเทศ ใช้ผ่านพิธีการศุลกากร ได้ ในฐานะหลักฐานการขายส่งออก ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เมื่อความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ ได้ อ่านตารางนี้อย่างไร Proforma Invoice ออกก่อนหรือหลังใบสั่งซื้อ (PO) ออกได้ทั้งก่อนและหลัง แล้วแต่ฝั่งผู้ซื้อ ลูกค้าที่ต้องขออนุมัติงบมักขอ Proforma ก่อน แล้วจึงออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ส่วนลูกค้าที่ออก PO มาก่อน ผู้ขายจะออก Proforma ตามรายการใน PO เพื่อเรียกมัดจำหรือให้ลูกค้าไปเปิด L/C ลำดับเอกสารที่พบบ่อยในการขายแบบมีมัดจำ เป็นแบบนี้ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → Proforma Invoice → รับมัดจำและออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำ → ส่งมอบสินค้า → ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ → ใบเสร็จรับเงิน Proforma Invoice ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลหลักมี 5 กลุ่ม คือ ข้อมูลคู่ค้า รายการสินค้าและราคา เงื่อนไขการส่งมอบ เงื่อนไขการชำระเงิน และวันหมดอายุของราคา ไม่มีกฎหมายกำหนดหัวข้อตายตัว แต่ถ้าใช้เปิด L/C ธนาคารจะตรวจว่าข้อมูลตรงกับสัญญาซื้อขาย กลุ่มข้อมูล สิ่งที่ต้องระบุ ทำไมถึงสำคัญ หัวเอกสาร คำว่า PROFORMA INVOICE เลขที่ วันที่ กันไม่ให้ลูกค้านำไปใช้แทนใบกำกับภาษี คู่ค้า ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้ตรงกับเอกสารฉบับจริงที่จะออกต่อไป สินค้าและราคา รายการ จำนวน ราคาต่อหน่วย สกุลเงิน ยอดรวม VAT (ถ้ามี) ลูกค้าใช้ขออนุมัติงบได้ทันที การส่งมอบ วันส่ง สถานที่ส่ง และสำหรับส่งออกให้ระบุเงื่อนไข Incoterms เช่น FOB หรือ CIF กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงช่วงไหน การชำระเงินและอายุราคา สัดส่วนมัดจำ ช่องทางจ่าย บัญชีธนาคาร วันหมดอายุของราคา กันข้อพิพาทเมื่อต้นทุนเปลี่ยน คำว่า Incoterms หมายถึงกติกาสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงของสินค้าถึงจุดไหน ใส่ไว้ใน Proforma ตั้งแต่ต้นจะได้ไม่ต้องเถียงกันเรื่องค่าระวางภายหลัง สำหรับงานส่งออก ควรเพิ่มพิกัดศุลกากร (HS Code คือรหัสสินค้ามาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดอัตราอากร) น้ำหนัก จำนวนหีบห่อ ประเทศต้นทาง และท่าเรือต้นทางปลายทาง เพราะผู้ซื้อจะใช้ข้อมูลชุดนี้ไปประมาณต้นทุนนำเข้าทั้งก้อน ทั้งค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากร และ VAT นำเข้า ตัวอย่าง Proforma Invoice หน้าตาเป็นอย่างไร ตัวอย่างนี้ใช้กรณีสมมติของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าทอมือที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โรงแรมของคุณต้นในเชียงใหม่ต้องการกระเป๋าใส่ของใช้ในห้องพัก 400 ใบ และขอ Proforma ไปเสนอผู้บริหาร หัวข้อ รายละเอียด หัวเอกสาร PROFORMA INVOICE (ไม่ใช่ใบกำกับภาษี) เลขที่ PI-2569-015 วันที่ 1 พ.ย. 2569 ผู้ขาย บริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-5055-6xxxx-xx-x ผู้ซื้อ บริษัท คุณต้นโฮเทล จำกัด (สำนักงานใหญ่) รายการ กระเป๋าผ้าทอมือ ขนาด 25 × 30 ซม. 400 ใบ × 250 บาท = 100,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 100,000 × 7% = 7,000 บาท ยอดรวม 107,000 บาท การชำระเงิน มัดจำ 30% = 32,100 บาท ก่อนเริ่มผลิต ส่วนที่เหลือ 74,900 บาท ภายใน 30 วันหลังส่งมอบ การส่งมอบ ส่งถึงโรงแรมภายใน 45 วันหลังรับมัดจำ อายุราคา ราคานี้ใช้ได้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2569 จุดที่มักถูกมองข้ามคือบรรทัด ไม่ใช่ใบกำกับภาษี บนหัวเอกสาร ถ้าไม่เขียนไว้ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าบางแห่งอาจนำไปบันทึกภาษีซื้อผิดงวด และวนกลับมาขอเอกสารใหม่ภายหลัง รับเงินมัดจำตาม Proforma Invoice ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ต้องออก ถ้าผู้ขายจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับการขายสินค้า ความรับผิดเสียภาษีโดยปกติเกิดเมื่อส่งมอบ แต่ถ้าได้รับชำระราคาก่อนส่งมอบ ความรับผิดจะเกิดทันทีในวันที่รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78(1)) และผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดขึ้น (มาตรา 86) กรมสรรพากรอธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดในคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 ว่าเงินที่รับไว้ก่อนส่งมอบ ไม่ว่าจะเรียกว่าเงินจ่ายล่วงหน้าหรือเงินประกัน ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ต้องนำมารวมคำนวณภาษีด้วย ส่วนงานบริการ ความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการอยู่แล้ว (มาตรา 78/1) พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice ไม่ได้ทำให้ภาษีเกิด แต่เงินที่โอนเข้ามาตาม Proforma ทำให้ภาษีเกิด กลับมาที่คุณมิ้นท์ โรงแรมของคุณต้นโอนมัดจำ 32,100 บาท เข้ามาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 คุณมิ้นท์ต้องออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 5 พฤศจิกายน และนำภาษีขายไปยื่นในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนพฤศจิกายน ภาษีขายรวม 2 ใบ เท่ากับ 7,000 บาท ตรงกับยอดใน Proforma พอดี ถ้าออกใบกำกับภาษีเต็มยอด 107,000 บาท ตอนส่งของโดยไม่ได้ออกใบส่วนมัดจำไว้ก่อน ภาษีขาย 2,100 บาท จะไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคมแทนเดือนพฤศจิกายน ถ้าถูกตรวจพบ แบบเดือนพฤศจิกายนจะถือว่ายื่นภาษีขายขาด มีเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ขาด หรือ 2,100 บาท (มาตรา 89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือ 31.50 บาท ต่อเดือน (มาตรา 89/1) ทางที่ดีที่สุดคือออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำในวันที่เงินเข้าบัญชี ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้าขอยกเลิกคำสั่งซื้อแล้วคุณมิ้นท์คืนมัดจำ ให้ออกใบลดหนี้ (เอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อลดยอดขายและภาษีขายที่เคยออกไปแล้ว) อ่านวิธีทำได้ที่บทความ ใบลดหนี้คืออะไร บันทึกบัญชีเมื่อรับมัดจำและเมื่อส่งมอบสินค้าอย่างไร ตอนรับมัดจำ ให้บันทึกเป็นหนี้สินในบัญชีเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ยังไม่ใช่รายได้ เพราะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศใช้ รายได้จากการขายสินค้าจะรับรู้เมื่อโอนการควบคุมหรือความเสี่ยงและผลตอบแทนในสินค้าให้ผู้ซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปคือวันส่งมอบ วันที่ 5 พ.ย. 2569 รับมัดจำ บัญชี เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 32,100 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 ภาษีขาย 2,100 วันที่ 20 ธ.ค. 2569 ส่งมอบกระเป๋าครบ 400 ใบ และออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ บัญชี เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 74,900 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 4,900 หลังรายการที่สอง บัญชีเงินรับล่วงหน้าเป็นศูนย์ รายได้ 100,000 บาท ไปอยู่ในเดือนธันวาคมทั้งก้อน ส่วนวันที่ออก Proforma Invoice เองไม่ต้องบันทึกบัญชีใดๆ ถ้าเป็น Proforma Invoice สำหรับส่งออก ต้องคิด VAT ไหม คิด VAT ในอัตราร้อยละ 0 การส่งออกสินค้าเป็นกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 (มาตรา 80/1(1)) Proforma สำหรับลูกค้าต่างประเทศจึงไม่ต้องบวก VAT 7% แต่ยังต้องทำเอกสารส่งออกและยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามปกติ สมมติลูกค้าร้านขายของที่ระลึกในญี่ปุ่นสั่งกระเป๋าจากคุณมิ้นท์ 1,000 ใบ ราคาใบละ 8 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระด้วย L/C เงื่อนไข FOB Laem Chabang (Free On Board คือผู้ขายรับผิดชอบจนสินค้าขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง หลังจากนั้นค่าขนส่งและความเสี่ยงเป็นของผู้ซื้อ) ข้อควรระวังคือชื่อสินค้า จำนวน และราคาใน Commercial Invoice ตอนส่งของจริงต้องตรงกับ L/C ที่เปิดตาม Proforma ถ้าเปลี่ยนสเปกหรือจำนวนระหว่างทาง ควรให้ลูกค้าแก้ L/C ก่อนส่งของ ไม่อย่างนั้นธนาคารอาจปฏิเสธการจ่ายเงิน ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Proforma Invoice จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่อง Proforma แทบไม่เคยมาจากตัวเอกสาร แต่มาจากสิ่งที่เกิดหลังลูกค้าโอนเงินเข้ามา สรุป – Proforma Invoice ต้องเข้าใจอะไรบ้าง Proforma Invoice เป็นแค่เอกสารแจ้งราคาล่วงหน้า แต่เงินที่ลูกค้าโอนตามเอกสารนี้คือจุดที่ภาระภาษีเริ่มต้น Proforma Invoice ออกหลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ใช้ขออนุมัติงบ เปิด L/C และเรียกมัดจำ ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ใช้บันทึกรายได้หรือขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ขายที่จด VAT รับมัดจำวันไหน ต้องออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำวันนั้น และบันทึกมัดจำเป็นเงินรับล่วงหน้า แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเปิด Proforma Invoice ที่ลูกค้ายังค้างอยู่ทั้งหมด แล้วเช็กว่ารายการไหนรับมัดจำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี รายการนั้นควรแก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป จัดการเอกสารและภาษีมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK ปัญหาที่พบบ่อยของหลายธุรกิจไม่ใช่เรื่องไม่รู้กฎหมาย แต่เป็นเพราะเอกสารแต่ละใบกระจัดกระจายอยู่คนละไฟล์ จนตามเช็กได้ยาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างนี้โดยเฉพาะ ด้วยระบบเอกสารที่เชื่อมต่อกันทั้งกระบวนการขาย สามารถสร้างใบกำกับภาษีแบบแยกยอดจากเอกสารเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลซ้ำ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะมัดจำได้ครบถ้วน และยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมั่นใจทุกเดือน – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Proforma Invoice ผู้ซื้อใช้ Proforma Invoice ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม ไม่ได้ Proforma Invoice ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ถ้าโอนมัดจำไปแล้ว ให้ขอใบกำกับภาษีส่วนมัดจำจากผู้ขาย แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษี ออก Proforma Invoice แล้ว ลูกค้ายกเลิกได้ไหม ได้ ถ้ายังไม่ได้ยืนยันคำสั่งซื้อ เพราะ Proforma เป็นเพียงข้อเสนอแจ้งราคา แต่ถ้าลูกค้าลงนามยืนยันหรือโอนมัดจำแล้ว การยกเลิกจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และผู้ขายที่ออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำไปแล้ว ต้องออกใบลดหนี้เมื่อคืนเงิน กิจการที่ยังไม่จด VAT ออก Proforma Invoice ได้ไหม ได้ ใครก็ออก Proforma Invoice ได้ เพียงแต่ต้องไม่บวก VAT ในเอกสาร และเมื่อรับเงินมัดจำ ให้ออกใบเสร็จรับเงินแทนใบกำกับภาษี แก้ไขยอดใน Proforma Invoice หลังส่งให้ลูกค้าแล้วได้ไหม ได้ ให้ออก Proforma ฉบับใหม่ระบุเลขที่ฉบับเดิมที่ยกเลิก ถ้าลูกค้าเปิด L/C ตามฉบับเดิมไปแล้ว ต้องให้ลูกค้าแก้ L/C ด้วย ยอดในเอกสารส่งออกจึงจะตรงกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

32 min

ผู้สอบบัญชีคือใคร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร

ผู้สอบบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ผู้สอบบัญชี (Auditor) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของกิจการอย่างเป็นอิสระ แล้วแสดงความเห็นว่างบการเงินนั้นถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินหรือไม่ โดยในวงการธุรกิจมักเรียกว่าผู้ตรวจสอบบัญชี นักตรวจสอบบัญชี หรือออดิเตอร์ บทบาทของผู้สอบบัญชีมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค (ชื่อสมมุติ) ผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ปีล่าสุด 25 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อกำหนดในทางปฏิบัติ ผู้สอบบัญชีต่างจากนักบัญชีอย่างไร ผู้จัดทำและผู้ตรวจสอบทำงานกับงบการเงินชุดเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งและมีบทบาทหน้าที่แยกขาดจากกัน ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้ทำบัญชี (นักบัญชี) ผู้สอบบัญชี (Auditor) หน้าที่หลัก บันทึกรายการบัญชีรายวันและจัดทำงบการเงิน ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินและออกหน้ารายงานแสดงความเห็น สังกัดการทำงาน พนักงานประจำของกิจการ หรือสำนักงานบัญชีที่รับจ้างทำบัญชี ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการที่ตรวจ ใบอนุญาตวิชาชีพ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี (CPA) หรือกรมสรรพากร (TA) ผลลัพธ์ของงาน งบการเงินประจำงวดและประจำปี หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชี CPA หรือ TA ไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินที่ตนเองหรือทีมงานของตนเป็นผู้จัดทำได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความเป็นอิสระทางวิชาชีพ กิจการจึงต้องแยกผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเป็นคนละคนเสมอ ผู้สอบบัญชี (ผู้ตรวจสอบบัญชี) มีกี่ประเภท ผู้ที่สามารถลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินตามกฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต และมีกลุ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับบริษัทในตลาดทุนอีก 1 กลุ่ม ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA (Certified Public Accountant) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สามารถตรวจสอบและรับรองงบการเงินของนิติบุคคลได้ทุกรูปแบบ ทั้งบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกขนาด ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเฉพาะของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท โดย TA ไม่สามารถตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดได้ ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทที่เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี CPA ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง ผู้ตรวจสอบภายใน ไม่ใช่ผู้สอบบัญชีตามกฎหมาย ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) เป็นบุคลากรภายในหรือผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ประเมินระบบการควบคุมภายในและความเสี่ยงขององค์กร แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินเพื่อนำส่งหน่วยงานราชการ ศึกษารายละเอียดของงานตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่บทความ Audit คืออะไร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง CPA และ TA สรุปได้ผ่านเกณฑ์อำนาจหน้าที่และขอบเขตตามกฎหมายดังนี้ ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง กฎหมายรองรับ พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ประเภทกิจการที่ตรวจสอบได้ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ห้างหุ้นส่วนทุกขนาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก เกณฑ์ขนาดกิจการ ไม่จำกัดขนาดทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุน ≤ 5 ล้าน สินทรัพย์ ≤ 30 ล้าน รายได้ ≤ 30 ล้าน ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างชำระบัญชี มีอำนาจตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพดานจำนวนการลงนามต่องวดปี เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด รวมกับงาน CPA แล้วไม่เกิน 300 รายต่อปี กิจการแบบไหนต้องมีผู้สอบบัญชี ภาระหน้าที่ในการจัดให้มีผู้สอบบัญชีขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลและขนาดของกิจการ รูปแบบองค์กรธุรกิจ ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ประเภทผู้สอบบัญชีที่สามารถใช้บริการได้ บุคคลธรรมดา / ร้านค้าพาณิชย์ทั่วไป ไม่ต้องมี ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงิน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก (ไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ) ต้องมี สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง TA หรือ CPA ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น บริษัทจำกัด / บริษัทมหาชนจำกัด ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชี ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณารูปแบบองค์กร สามารถศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ตัวอย่าง หจก. ที่โตจนต้องเปลี่ยนจาก TA เป็น CPA กรณีศึกษา หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค ในปี 2568 มีทุน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ 25 ล้านบาท ซึ่งไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ จึงสามารถว่าจ้าง TA ตรวจสอบงบการเงินได้ รอบปีบัญชี ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม รายได้รวม ประเภทผู้สอบบัญชีที่ต้องใช้ ปี 2568 2 ล้านบาท 18 ล้านบาท 25 ล้านบาท สามารถใช้ TA หรือ CPA ปี 2569 2 ล้านบาท 24 ล้านบาท 35 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (รายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท) ปี 2570 (แปรสภาพเป็น บจก.) 10 ล้านบาท 30 ล้านบาท 42 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (เป็นบริษัทจำกัด) ในปี 2569 เมื่อกิจการได้รับงานเพิ่มขึ้นจนรายได้แตะ 35 ล้านบาท เกินเกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทเพียงข้อเดียว หจก. จะต้องปรับเปลี่ยนมาว่าจ้าง CPA ทันที กิจการจึงควรติดตามรายได้สะสมระหว่างปีเพื่อจัดหาผู้สอบบัญชีล่วงหน้า ผู้สอบบัญชีทำอะไรบ้าง กระบวนการตรวจสอบงบการเงินเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนวันสิ้นรอบปีบัญชี และเสร็จสิ้นเมื่อส่งมอบหน้ารายงานที่ลงนามรับรอง โดยมีขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน ธุรกิจรับเหมาโดนตรวจจุดไหนเป็นพิเศษ แต่ละประเภทธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางบัญชีที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบ ผู้สอบบัญชีจะให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก จุดตรวจสอบสำคัญ เหตุผลความเสี่ยงทางบัญชี สิ่งที่กิจการต้องจัดเตรียม การรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ รายได้ของโครงการระยะยาวต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง รายงานสรุปงบประมาณและต้นทุนจริงแยกรายโครงการ เงินประกันผลงานที่ลูกค้าหักไว้ (Retention) ยอดค้างรับนานและมีความเสี่ยงต่อการเก็บเงินไม่ได้ ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานพร้อมระบุวันครบกำหนดคืน ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ยอดภาษีต้องสัมพันธ์กับรายได้และมีหลักฐานใช้เครดิตครบถ้วน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ครบทุกฉบับ วัสดุอุปกรณ์คงเหลือหน้างาน วัสดุที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ติดตั้งต้องบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือ รายงานการเบิกจ่ายวัสดุแยกตามหน่วยงานและรายงานตรวจนับ ความเห็นของผู้สอบบัญชี 4 แบบ หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นต่องบการเงินใน 4 รูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบความเห็น ความหมายทางวิชาชีพ ผลกระทบต่อกิจการ ไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) งบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินในสาระสำคัญ งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงสุด ใช้ยื่นกู้และประมูลงานได้ตามปกติ มีเงื่อนไข (Qualified Opinion) งบการเงินถูกต้อง ยกเว้นเฉพาะรายการที่มีข้อผิดพลาดแต่ไม่แผ่กระจาย ธนาคารหรือคู่ค้าอาจขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมเฉพาะจุด ไม่ถูกต้อง (Adverse Opinion) งบการเงินมีข้อผิดพลาดที่มีสาระสำคัญและแผ่กระจายอย่างมาก ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างรุนแรง และอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion) ผู้สอบบัญชีถูกจำกัดขอบเขตหรือไม่ได้รับหลักฐานเพียงพอในการตรวจสอบ มักเกิดจากเอกสารสูญหาย กิจการต้องเร่งปรับปรุงระบบบัญชีทันที ปฏิทินทำงานกับผู้ตรวจสอบตลอดปี สำหรับกิจการที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ไทม์ไลน์การทำงานร่วมกับผู้สอบบัญชีจะมีลำดับดังนี้ ช่วงเวลาดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ของกิจการ บทบาทหน้าที่ของผู้สอบบัญชี ตุลาคม – พฤศจิกายน ตกลงว่าจ้างและกำหนดขอบเขตระยะเวลาตรวจสอบ ประเมินความเป็นอิสระและจัดทำแผนการตรวจสอบล่วงหน้า ธันวาคม จัดเตรียมนัดหมายการตรวจนับสต๊อกและทรัพย์สินสิ้นปี เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงคลัง มกราคม – กุมภาพันธ์ ปิดสมุดบัญชี ส่งงบทดลองและแฟ้มเอกสารประกอบงบ ส่งหนังสือยืนยันยอดธนาคาร ลูกหนี้ และตรวจสอบรายการค้า มีนาคม บันทึกรายการปรับปรุงบัญชีตามข้อตรวจพบ สรุปผลการตรวจสอบและส่งร่างหน้ารายงานให้ผู้บริหาร เมษายน จัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงิน ออกหน้ารายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง พฤษภาคม ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing เสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบประจำปี เอกสารที่ควรเตรียมก่อนผู้ตรวจเข้างาน การเตรียมเอกสารให้พร้อมช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบและป้องกันค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม โดยควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 หมวด ตรวจสอบรายชื่อผู้สอบบัญชีได้อย่างไร ก่อนตกลงว่าจ้าง กิจการควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีว่ายังคงมีผลสมบูรณ์และไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ผ่าน 3 ช่องทาง เลือกผู้สอบบัญชีให้กิจการอย่างไร นอกเหนือจากความถูกต้องของใบอนุญาต กิจการควรพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจ้าง ค่าสอบบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการตรวจสอบบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย แต่กำหนดขึ้นจากความซับซ้อนและปริมาณงาน ปัจจัยกำหนดค่าบริการ ผลกระทบต่ออัตราค่าตรวจสอบบัญชี รูปแบบนิติบุคคล บริษัทจำกัดมีขั้นตอนตรวจสอบและข้อกำหนดมาตรฐานสูงกว่า หจก. ขนาดเล็ก ปริมาณธุรกรรมและขนาดรายได้ กิจการที่มีรายการค้าจำนวนมากต้องใช้เวลาและขนาดตัวอย่างในการสุ่มตรวจสูงขึ้น ความซับซ้อนของประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีงานระหว่างทำ สต๊อกสินค้าหลายคลัง หรือธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของเอกสารทางบัญชี หากเอกสารไม่ครบถ้วนและต้องปรับปรุงตัวเลขมาก ค่าบริการจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ใช้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อพิจารณาเพิ่มเติมได้ที่บทความ กิจการจำเป็นต้องจ้างผู้สอบบัญชีหรือไม่ อยากเป็นผู้สอบบัญชีต้องทำอย่างไร การก้าวสู่เส้นทางวิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ต้องผ่านเกณฑ์ 4 ขั้นตอนตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ขั้นตอน เกณฑ์คุณสมบัติและข้อกำหนด 1. คุณวุฒิการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง 2. การฝึกหัดงานสอบบัญชี ขึ้นทะเบียนผู้ฝึกหัดงานและเก็บชั่วโมงฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3 ปี (ไม่เกิน 5 ปี) รวมไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง 3. การทดสอบความรู้ สอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดผ่านระบบ e-Testing 4. การขอรับใบอนุญาตและคงสถานะ ยื่นขอขึ้นทะเบียน CPA และเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ทุกปี เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้สอบบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเพื่อรักษาสถานภาพตามเกณฑ์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร เก็บชั่วโมงยังไง ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ผู้สอบบัญชี หัวใจสำคัญของความโปร่งใสและงบการเงินที่น่าเชื่อถือ ผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการ โดยบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ ส่วนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กสามารถเลือกใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การวางระบบบัญชีที่ดีและจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบงบการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนของกิจการ เตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมส่งผู้สอบบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์เอกสารต้นฉบับในระบบคลาวด์ จัดทำสมุดบัญชีแยกประเภท งบทดลอง และทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถส่งมอบข้อมูลและรายงานที่ครบถ้วนให้แก่ผู้สอบบัญชีได้อย่างรวดเร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับความถูกต้องของงานบัญชีและปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ ศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้ทางบัญชีได้ที่คลังบทความหมวด บัญชี ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชี ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร คำว่าผู้สอบบัญชีในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Auditor ส่วนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้คำว่า Certified Public Accountant (CPA) และผู้สอบบัญชีภาษีอากรใช้คำว่า Tax Auditor (TA) ผู้ตรวจสอบบัญชีกับผู้สอบบัญชีต่างกันไหม ในทางกฎหมายถือเป็นบุคคลเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติการบัญชีและพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีจะใช้คำว่า ผู้สอบบัญชี ส่วนคำว่า ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือ ออดิเตอร์ เป็นภาษาปากที่ใช้เรียกกันทั่วไป ทั้งนี้ หมายถึงผู้สอบบัญชีอิสระภายนอก (External Auditor) ไม่รวมถึงผู้ตรวจสอบภายในขององค์กร CPA คืออะไร ต่างจาก CPD อย่างไร CPA คือใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ส่วน CPD (Continuing Professional Development) คือการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทั้งผู้สอบบัญชี (CPA) และผู้ทำบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเก็บชั่วโมงทุกปีเพื่อต่ออายุและรักษาสถานภาพทางวิชาชีพ ผู้สอบบัญชีต้องจบอะไร ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง หากต้องการเป็น CPA จะต้องผ่านการฝึกหัดงานสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง และสอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ส่วนการเป็น TA จะต้องผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำอะไร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำหน้าที่เป็นทีมงานสนับสนุนของ CPA ในการลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสาร ทำการสุ่มตรวจรายการค้า ส่งหนังสือยืนยันยอด และจัดทำกระดาษทำการประกอบงบการเงิน แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อรับรองหน้ารายงานได้ โดยตำแหน่งนี้ใช้สำหรับเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อเตรียมสอบเป็น CPA บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้องมี กิจการที่ประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แต่มีหน้าที่รวบรวมเอกสารรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้สอบบัญชีกับเจ้าหน้าที่สรรพากรต่างกันอย่างไร ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่กิจการว่าจ้างมาเพื่อตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรคือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการตรวจสอบการเสียภาษีและประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ดังนั้น งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว จึงยังคงมีโอกาสถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ นิติบุคคลส่งงบการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบได้ไหม ไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้งบการเงินของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องมีหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีแนบประกอบการนำส่งเสมอ หากส่งงบการเงินโดยไม่มีลายมือชื่อผู้สอบบัญชี จะถือว่ายังไม่ได้นำส่งงบการเงินและมีโทษปรับตามกฎหมาย ห้างหุ้นส่วนเลือกใช้ CPA แทน TA ได้ไหม สามารถทำได้ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กมีสิทธิเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ตามความประสงค์ ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนที่มีขนาดเกินเกณฑ์ หรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี กฎหมายบังคับว่าต้องใช้บริการ CPA เท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

ทวงหนี้ลูกค้า B2B อย่างไรให้ได้เงิน ไม่เสียความสัมพันธ์

ลูกค้าค้างจ่ายเงินเข้าสู่เดือนที่สองหรือสาม แต่คุณไม่กล้าทวงเพราะกลัวเสียลูกค้ารายใหญ่ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจ SME แทบทุกรายที่ทำธุรกิจแบบให้เครดิตเทอม บทความนี้รวมแนวทางครบวงจรตั้งแต่การโทรเตือน การส่งจดหมายทวงหนี้อย่างมืออาชีพ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ ไปจนถึงเงื่อนไขการตัดหนี้สูญเพื่อนำไปลงเป็นรายจ่ายทางภาษี พร้อมแจกเทมเพลตจดหมายทวงถาม 3 ขั้นที่นำไปปรับใช้ได้ทันที ทวงหนี้คืออะไร ทำไม SME ต้องมีระบบติดตามลูกหนี้ การทวงหนี้ คือขั้นตอนการติดตามให้ลูกหนี้ชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ทั้งค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่างวดตามสัญญา สำหรับธุรกิจ B2B ที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน ระบบติดตามลูกหนี้ถือเป็นกลไกที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจ หลายธุรกิจปล่อยให้เกิดภาวะ ลูกหนี้ค้างชำระ นานเกินไปเพราะความเกรงใจคู่ค้า จนกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่ยากต่อการเรียกเก็บในที่สุด ลูกหนี้ค้างชำระทำให้กระแสเงินสดสะดุด ตัวเลขผลกระทบที่ SME ต้องรู้ ปัญหา Cash Flow หรือกระแสเงินสดตึงตัว เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ SME ต้องปิดกิจการ แม้จะมียอดขายและผลกำไรในงบการเงินดี แต่หากเงินสดไม่เข้าบัญชีตามกำหนด กิจการก็จะขาดสภาพคล่องในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด มียอดขาย 5,000,000 บาทต่อเดือน แต่มีลูกค้าค้างชำระรวม 2,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ยอดขายต่อเดือน — 5,000,000 บาท หัก: ยอดลูกหนี้ค้างชำระ ลูกค้าค้างชำระ 3 ราย (2,000,000) บาท เงินสดหมุนเวียนจริง ยอดขาย – ค้างชำระ 3,000,000 บาท หากบริษัทมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 3,500,000 บาท กิจการจะขาดสภาพคล่องทันที 500,000 บาท และจำเป็นต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่า เจ้าหนี้สามารถติดตามทวงถามได้ในเวลาใด ใช้ถ้อยคำอย่างไร และมีพฤติกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ขอบเขตกฎหมาย การทวงหนี้ B2B คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหลัก หากคู่ค้าเป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) การบังคับชำระหนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้มาปรับใช้กับลูกหนี้ B2B จะช่วยรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพและลดความขัดแย้งทางธุรกิจได้ดีที่สุด 7 ข้อห้ามสำคัญในการทวงหนี้ ป้องกันการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ขั้นตอนทวงหนี้ลูกค้า B2B 5 Step ที่ได้ผลจริงโดยไม่เสียคอนเนกชัน การทวงหนี้ในรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ (B2B) ต้องยึดหลัก รวดเร็ว สุภาพ แต่หนักแน่น ยิ่งเริ่มติดตามเร็วเท่าไร โอกาสได้รับชำระหนี้คืนจะยิ่งสูงขึ้น Step 1 ตรวจสอบยอดหนี้และเอกสารประกอบให้ครบถ้วน ก่อนยกหูโทรศัพท์หรือส่งหนังสือทวงถาม ฝ่ายการเงินต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานทั้งหมด Step 2 โทรหรือส่งข้อความเตือนอย่างเป็นมิตร (หลังครบกำหนด 7 วัน) หลังเลยกำหนดชำระประมาณ 7 วัน ให้ติดต่อฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าโดยตรง ใช้การสอบถามเชิงประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าเอกสารตกหล่นหรือไม่ แทนการต่อว่า ตัวอย่างแนวทางการสื่อสาร: “สวัสดี ทางเราโทรมาสอบถามเรื่องใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-2026-0045 ครบกำหนดวันที่ 25 สิงหาคม จึงอยากตรวจสอบว่ามีติดปัญหาในส่วนของเอกสารหรือขั้นตอนการอนุมัติใดหรือไม่” Step 3 ส่งจดหมายแจ้งเตือนชำระหนี้ (14 วัน) หากผ่านไป 14 วันยังไม่ได้รับการชำระหรือคำตอบที่ชัดเจน ให้ส่งจดหมายเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับที่ 1 ผ่านทางอีเมลและไปรษณีย์ โดยระบุเลขที่เอกสาร จำนวนเงิน และกำหนดชำระรอบใหม่อย่างชัดเจน Step 4 ส่งจดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (30 วัน) เมื่อหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน ให้เพิ่มระดับความเป็นทางการด้วยจดหมายทวงถามฉบับที่ 2 ส่งตรงถึงผู้มีอำนาจลงนามหรือผู้บริหารระดับสูงของคู่ค้า พร้อมแจ้งเงื่อนไขการระงับวงเงินเครดิตหรือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามสัญญา Step 5 ส่งจดหมายเตือนครั้งสุดท้ายก่อนฟ้องคดี พร้อมเช็กอายุความ (60-90 วัน) หากล่วงเลยถึง 60-90 วัน ให้ส่งจดหมายบอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้าย (Final Demand Letter) ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ข้อควรระวังเรื่องอายุความ: หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการทางธุรกิจ (B2B) มีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) หากปล่อยให้เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องทางศาลจะขาดอายุความ และจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการตัดหนี้สูญทางภาษีทันที แจกเทมเพลตจดหมายทวงหนี้ B2B 3 ขั้น นำไปปรับใช้ได้ทันที เทมเพลตทั้ง 3 ระดับออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสื่อสารได้อย่างเป็นขั้นตอน รักษาสัมพันธภาพที่ดี แต่มีน้ำหนักทางเอกสาร ขั้นที่ 1 จดหมายเตือนอย่างสุภาพ (Friendly Reminder Notice) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: ฝ่ายบัญชีและการเงิน [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: แจ้งเตือนยอดค้างชำระค่าสินค้า/บริการ บริษัท [ชื่อบริษัทของคุณ] ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่ใบแจ้งหนี้] ลงวันที่ [วันที่ในเอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ [วันครบกำหนด] ยังไม่ปรากฏยอดการชำระในระบบ หากท่านได้ดำเนินการชำระเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินเพื่อปรับปรุงข้อมูลในระบบ หรือหากมีข้อติดขัดประการใด กรุณาติดต่อกลับภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 2 จดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (Formal Collection Letter) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: กรรมการผู้จัดการ [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: ทวงถามยอดค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ (ครั้งที่ 2) ตามที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนยอดค้างชำระ เมื่อวันที่ [วันที่ส่งเตือนครั้งแรก] เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่เอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท นั้น จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือชำระเงินจากท่าน เพื่อป้องกันการระงับวงเงินสินเชื่อการค้าและการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามข้อตกลง จึงขอให้ท่านโปรดชำระยอดเงินดังกล่าวภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 3 จดหมายแจ้งเตือนก่อนฟ้องคดี (Final Demand Letter) การทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้วิธีเดียวกันกับลูกหนี้ทุกราย แต่ควรจัดลำดับความเสี่ยงด้วยรายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Report) Aging Report คืออะไร วิธีอ่านตารางวิเคราะห์อายุลูกหนี้ Aging Report คือรายงานสรุปยอดลูกหนี้การค้าโดยจัดกลุ่มตามระยะเวลาที่ค้างชำระ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นสุขภาพลูกหนี้ในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว ชื่อลูกหนี้ ยังไม่ครบกำหนด 1-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน เกิน 90 วัน ยอดรวม บริษัท ก จำกัด 50,000 30,000 — — — 80,000 บริษัท ข จำกัด — — 120,000 80,000 — 200,000 บริษัท ค จำกัด — — — — 150,000 150,000 จากตารางจะเห็นว่า บริษัท ค มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทันที ในขณะที่บริษัท ก ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติที่เพียงแค่ส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบ วิธีใช้รายงาน Aging Analysis ใน PEAK เพื่อติดตามหนี้อัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีระบบสร้างรายงาน Aging Report ให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับใบแจ้งหนี้ทันทีที่มีการเปิดบิล ช่วยให้ฝ่ายการเงินจัดกลุ่มลูกหนี้และตรวจจับลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำตารางคำนวณด้วยมือ การตัดหนี้สูญ เงื่อนไขทางบัญชีและเกณฑ์ภาษีสรรพากร หากติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้วแต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้ กิจการจำเป็นต้องพิจารณาตัดหนี้สูญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทั้งทางบัญชีและทางภาษีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน ในทางบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs กิจการต้องประเมินและบันทึก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เมื่อคาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ และเมื่อมีหลักฐานแน่ชัดว่าไม่ได้รับชำระจริง จึงดำเนินการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ เกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีตามมูลหนี้ การตัดหนี้สูญเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) ซึ่งแบ่งตามยอดมูลหนี้ต่อรายลูกหนี้ดังนี้ มูลหนี้ต่อราย เงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษี ไม่เกิน 200,000 บาท มีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควรและชัดเจนว่าไม่ได้รับชำระ โดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล เกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องฟ้องคดีแพ่งหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องแล้ว เกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องมีคำพิพากษาของศาล และได้ดำเนินการบังคับคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ สำหรับหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท การเก็บสำเนาจดหมายทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่สรรพากรยอมรับในการตัดเป็นรายจ่ายทางภาษี ขั้นตอนและตัวอย่างการบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญ กรณีที่ 1: กิจการเคยบันทึกตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว Dr. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 กรณีที่ 2: กิจการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ล่วงหน้า Dr. หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 สรุป – วางระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระอย่างเป็นมืออาชีพ การทวงหนี้ลูกค้า B2B ให้ได้รับเงินครบถ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดดันอย่างรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบในการวางระบบติดตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือการตรวจเช็กเอกสารให้รัดกุมก่อนส่งมอบสินค้า ติดตามหนี้ตามช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และใช้รายงานวิเคราะห์อายุหนี้เพื่อคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า จัดการลูกหนี้ค้างชำระให้เป็นระบบด้วย PEAK เพื่อให้การบริหารเงินสดในธุรกิจไม่สะดุด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระและรายงาน Aging Analysis แบบเรียลไทม์ พร้อมช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญได้อย่างถูกต้องตามหลักสรรพากร – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่องทางการค้าของคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทวงหนี้ B2B ทวงหนี้กี่ครั้งถึงจะดำเนินการฟ้องร้องได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งขั้นต่ำก่อนยื่นฟ้อง แต่ศาลจะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้ใช้ความพยายามในการติดตามทวงถามอย่างสมควรแล้วหรือไม่ โดยทั่วไปการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามอย่างเป็นทางการ 2-3 ครั้ง พร้อมมีหลักฐานใบตอบรับจากไปรษณีย์ ถือว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการพิจารณาคดี หนี้การค้า B2B มีอายุความกี่ปี หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการระหว่างคู่ค้าธุรกิจมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งต่างจากหนี้สัญญากู้ยืมเงินทั่วไปที่มีอายุความ 10 ปี ผู้ประกอบการจึงต้องระวังไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปีจนขาดอายุความ หากตัดหนี้สูญไปแล้ว แต่ลูกหนี้กลับมาชำระภายหลัง ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อได้รับเงินชำระหนี้หลังจากตัดหนี้สูญไปแล้ว กิจการต้องบันทึกเป็นรายการ หนี้สูญรับคืน เพื่อรับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับเงิน โดยบันทึกบัญชีดังนี้ Dr. เงินสด / เงินฝากธนาคาร 100,000Cr. หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 100,000 รายได้ส่วนนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และหากกิจการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกใบกำกับภาษีตามรอบการรับเงินให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ROE คืออะไร ทำไมธนาคารอยากดู ก่อนปล่อยกู้

เจ้าของกิจการหลายคนเคยถูกธนาคารถามว่า ROE ของบริษัทเท่าไหร่ แล้วตอบไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คอยบอกว่า เงินลงทุนของคุณสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ดีแค่ไหน ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งแปลว่าคุณบริหารและใช้เงินทุนได้อย่างคุ้มค่า บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ พร้อมตัวอย่างจากงบจริงของ SME รวมถึงเหตุผลสำคัญที่ธนาคารมักจะขอดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ ROE คืออะไร ROE ย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าทุกบาทที่เจ้าของลงทุนไปนั้น สามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท สมมติคุณลงเงิน 1,000,000 บาท เพื่อเปิดร้านขายของออนไลน์ ปลายปีมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท แปลว่าทุก 100 บาทที่คุณลงทุนไป สามารถสร้างกำไรกลับมาได้ 20 บาท นั่นหมายความว่ากิจการของคุณมี ROE เท่ากับ 20% ตัวเลขนี้ช่วยบอกได้ว่าคุณควรลงทุนเพิ่มในธุรกิจนี้ หรือเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าผลตอบแทนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก การเอาเงินไปฝากธนาคารเฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่าด้วยซ้ำ ทำไม ROE ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME ผู้ประกอบการ SME หลายคนมักดูแค่ว่าปีนี้กำไรเท่าไหร่ แต่ลืมดูว่าตัวเองต้องลงทุนไปเท่าไหร่กว่าจะได้กำไรก้อนนั้นมา อัตราส่วนนี้จะช่วยให้คุณเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของการบริหารงาน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารและนักลงทุนดูก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติสินเชื่อ การพิจารณาร่วมลงทุน หรือการประเมินมูลค่ากิจการเพื่อซื้อขายธุรกิจ สูตรคำนวณ ROE พร้อมตัวอย่าง สูตรนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน สามารถใช้ตัวเลขแค่ 2 ตัวจาก งบการเงิน ประจำปีมาคำนวณได้เลย สูตร ROE ROE (%) = (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100 กำไรสุทธิ (Net Income) หาได้จากบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หาได้จากหมวดทุนในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตัวอย่างคำนวณ ROE จากงบจริง SME ไทย ร้านค้าออนไลน์ บริษัท ก จำกัด มีผลประกอบการดังนี้ วิธีคำนวณ: (500,000 ÷ 2,000,000) × 100 = 25% ผลลัพธ์ 25% หมายความว่าทุก 100 บาทที่เจ้าของลงทุนไป ธุรกิจสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ถึง 25 บาท ถือว่าใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ROE เท่าไหร่ถึงดี เกณฑ์มาตรฐานแยกตามประเภทธุรกิจ ความจริงแล้วไม่มีตัวเลขที่จัดว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เกณฑ์ทั่วไปคือถ้าผลตอบแทนสูงกว่า 15% จะถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือต้องนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เกณฑ์ ROE ตามประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ROE เฉลี่ย (โดยประมาณ) เหตุผล ค้าปลีก / e-Commerce 15-25% กำไรต่อชิ้นต่ำ แต่เน้นขายไว หมุนรอบเร็ว ธุรกิจบริการ 20-35% ใช้เงินลงทุนเรื่องทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่เป็นทักษะ กำไรจึงสูง ผลิตสินค้า / โรงงาน 10-20% ต้องลงทุนกับเครื่องจักรและคลังสินค้าสูง ทำให้คืนทุนช้ากว่า อสังหาริมทรัพย์ 8-15% ฐานทุนกว้างมาก ใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนจึงมักดูต่ำ ถ้าธุรกิจของคุณมีตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตารางนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องเริ่มปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน หรือหารายได้เพิ่ม ทำไมธนาคารดู ROE ก่อนปล่อยกู้ SME เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารไม่ได้มองแค่ยอดขาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ซึ่งตัวเลขอัตราส่วนนี้สามารถตอบคำถามนี้ได้ตรงประเด็นที่สุด ROE บอกอะไรธนาคารได้บ้าง ผลตอบแทนที่สูงบอกธนาคารว่าเจ้าของกิจการมีทักษะในการบริหารเงินทุนได้ดี มีโอกาสสูงที่จะชำระหนี้คืนได้ตรงเวลา ถ้ายิ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แปลว่าการอนุมัติเงินกู้ไปขยายธุรกิจนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในทางกลับกัน ผลตอบแทนที่ต่ำหรือติดลบ จะทำให้ธนาคารมองว่าธุรกิจอาจไม่มีกำลังมากพอที่จะชำระหนี้ โอกาสถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูควบคู่กับ ROE ธนาคารไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขเดียว แต่จะดูอัตราส่วนอื่นประกอบกันด้วย เช่น ROE กับ ROA ต่างกันอย่างไร ทั้งสองตัวเลขใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ฐานทุนที่นำมาเทียบ ROE จะวัดผลตอบแทนเทียบกับเงินของเจ้าของเพียงอย่างเดียว ส่วน ROA (Return on Assets) จะวัดเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งรวมถึงเงินกู้หรือหนี้สินด้วย ธุรกิจที่กู้เงินมาหมุนเวียนเยอะอาจมีตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำ ทำให้ผลลัพธ์ ROE พุ่งสูงจนดูดีเกินจริง แต่ถ้าหันไปดู ROA จะพบว่าต่ำเตี้ยติดดินเพราะสินทรัพย์รวม (ที่มาจากหนี้) สูงมาก ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ดูทั้งสองตัวคู่กันเสมอเพื่อไม่ให้โดนหลอกตา DuPont Analysis แยกองค์ประกอบ ROE ให้เข้าใจลึกขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำนั้นมาจากสาเหตุอะไร โมเดลวิเคราะห์ทางการเงินที่ชื่อว่า DuPont Analysis จะช่วยแยกส่วนประกอบออกมาเป็น 3 ส่วน เพื่อให้คุณวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด สูตร DuPont 3 ตัวแปร ROE = Net Profit Margin × Asset Turnover × Equity Multiplier แปลความหมายแต่ละตัวแปรได้ดังนี้ ถ้าผลตอบแทนรวมต่ำ ให้คุณลองเช็กทีละตัวว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน กำไรต่อยอดขายน้อยไป หมุนสินทรัพย์ช้า หรือใช้หนี้น้อยเกินไป แล้วค่อยไปแก้ตรงจุดนั้น ROE ติดลบ หมายความว่าอะไร การติดลบเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิติดลบ (บริษัทขาดทุน) หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ (มีขาดทุนสะสมมากจนเกินทุนจดทะเบียน) ถ้าธุรกิจขาดทุนในปีนั้น กำไรสุทธิที่ติดลบจะส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบตาม กรณีนี้ไม่ได้ร้ายแรงเสมอไป อาจเป็นเพราะเป็นช่วงลงทุนขยายกิจการในปีแรก ๆ แต่ถ้าสาเหตุมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงกว่า หมายความว่ากิจการมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ต้องรีบแก้ไขโดยการเพิ่มทุนหรือลดหนี้อย่างด่วน วิธีเพิ่ม ROE สำหรับเจ้าของกิจการ SME จากสูตรตั้งต้น (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) การเพิ่มผลตอบแทนสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก เพิ่มกำไรสุทธิ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้กำไรเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ การขึ้นราคา หรือการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์สามารถปรับโครงสร้างแพ็กเกจลดค่าขนส่งจากเดือนละ 50,000 เหลือ 35,000 บาท ซึ่งส่วนต่างที่ประหยัดได้จะไปเพิ่มในกำไรสุทธิโดยตรง บริหารส่วนของผู้ถือหุ้นให้เหมาะสม ถ้าธุรกิจมีเงินสดกองทิ้งไว้ในบัญชีมากเกินความจำเป็น ส่วนของทุนจะสูง แต่ผลตอบแทนจากการใช้เงินทุนจะต่ำ การจ่ายปันผลออกไปให้ผู้ถือหุ้น หรือนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อยอดขยายกิจการ จะช่วยปรับสัดส่วนนี้ให้สมดุลและดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้โปรแกรมบัญชีติดตามผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง การรู้ตัวเลขอัตราส่วนเหล่านี้เพียงปีละครั้งในตอนปิดงบนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุคนี้ คุณควรมีเครื่องมือที่ช่วยติดตามผลประกอบการเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับตัวและอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที สรุป – ROE ตัวเลขเดียวที่บอกประสิทธิภาพเงินลงทุน ROE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มองเห็นว่าธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้คุ้มค่าแค่ไหน สิ่งที่คุณควรเริ่มทำต่อจากนี้คือ การนำงบการเงินล่าสุดมาคำนวณและเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม เตรียมตัวเลขเหล่านี้ให้พร้อมก่อนเดินเข้าไปขอสินเชื่อ และหมั่นติดตามอัตราส่วนสำคัญเป็นประจำโดยไม่ต้องรอดูแค่ตอนสิ้นปี เข้าใจธุรกิจได้ แค่กวาดสายตากับ PEAK Board หากคุณต้องการรู้สุขภาพทางการเงินโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปยอดให้ PEAK Board มี Dashboard ที่คอยดึงข้อมูลจากงบการเงินมาแสดงภาพรวมแบบ Real-Time ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ให้คุณวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารการเงินของคุณให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE ROE สูงเกินไปดีหรือไม่ ไม่เสมอไป ผลตอบแทนที่พุ่งสูงแบบผิดปกติ (เช่น เกิน 50%) อาจเกิดจากการที่ส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แปลว่าธุรกิจพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ควรนำ D/E Ratio มาตรวจสอบประกอบด้วยเสมอ ROE ต่างจาก ROI อย่างไร ROI (Return on Investment) วัดผลตอบแทนจากการลงทุนเฉพาะโครงการ เช่น ลงทุนทำโฆษณา 100,000 บาท ได้ยอดขายเพิ่ม 300,000 บาท ส่วน ROE จะเป็นมาตรวัดผลการดำเนินงานระดับรวมของทั้งองค์กร SME ที่เพิ่งเปิดกิจการ ROE ต่ำ ถือว่าปกติไหม ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในช่วงปีแรกธุรกิจมักมีค่าใช้จ่ายสูงจากการลงทุนเริ่มต้นในขณะที่กำไรสุทธิยังน้อย สิ่งที่ควรโฟกัสคือทิศทางแนวโน้ม ถ้าตัวเลขค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง DuPont Analysis ช่วยวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างไร DuPont จะดึงส่วนประกอบแยกออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ความสามารถทำกำไรต่อยอดขาย ความเร็วในการหมุนสินทรัพย์ และสัดส่วนภาระหนี้ ช่วยให้ผู้บริหารรู้ทันทีว่าตัวเลขสวย ๆ ที่ได้มานั้นมาจากฝีมือการทำกำไรจริง หรือแค่มาจากการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก ยื่นขอสินเชื่อแล้วถูกปฏิเสธ ทำยังไงต่อ ให้สอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอัตราส่วนตัวไหนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วนำมาปรับปรุง เช่น ถ้า D/E Ratio สูงเกินไปก็ให้หาทางลดหนี้ลงหรือเพิ่มทุน แต่ถ้าประเด็นอยู่ที่กำไรต่ำก็ต้องกลับมาปรับลดค่าใช้จ่ายให้งบสวยขึ้นก่อนไปยื่นใหม่รอบหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ROA คืออะไร สูตรและตัวอย่างคำนวณผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำหรับ SME

ธุรกิจที่ลงทุนซื้อเครื่องจักร สต๊อกสินค้า หรือตกแต่งร้านอย่างอลังการ แต่กำไรกลับออกมาน้อยนิด อาจกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการใช้ทรัพย์สินไม่คุ้มค่า ROA คือตัวเลขที่จะช่วยไขคำตอบนี้ได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือที่วัดว่า ทุกบาทที่ลงทุนเป็นสินทรัพย์นั้น สามารถสร้างกำไรกลับมาได้เท่าไร บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สูตรคำนวณ ROA พร้อมยกตัวอย่างจากงบการเงินจริงของธุรกิจ SME การเปรียบเทียบข้อแตกต่างกับ ROE และแนะนำเทคนิคการปรับปรุงอัตราส่วนนี้ให้ดีขึ้น ROA คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจควรรู้ ROA หรือ Return on Assets คืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดว่าธุรกิจสามารถนำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ไปสร้างเป็นกำไรสุทธิได้ดีแค่ไหน ยิ่ง ROA มีค่าสูง แปลว่าธุรกิจสามารถบริหารทรัพย์สินได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ชื่อเต็มภาษาไทยคือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ แต่ในวงการธุรกิจและการเงินนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ROA ทำไม ROA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ สินทรัพย์ก็คือเงินที่จมอยู่ในระบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้าน รถบรรทุกขนส่ง สินค้าในสต๊อก หรือแม้แต่เงินสดในบัญชี ถ้าคุณมีสินทรัพย์เยอะแต่กลับทำกำไรได้น้อย แปลว่าเงินทุนของคุณกำลังถูกใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ROA จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมว่า ทรัพย์สินที่ประเคนลงทุนไปนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้คุ้มค่าเหนื่อยหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของธุรกิจตัวเองเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเอาไปเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ยังได้ สูตรคำนวณ ROA พร้อมตัวอย่างจากงบ SME จริง สูตรการคำนวณไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด คุณสามารถดึงตัวเลขแค่ 2 ตัวที่อยู่ในงบการเงินมาคำนวณได้ทันที ROA (%) = (กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม) × 100 ตัวอย่างคำนวณ ROA จากงบการเงินจริง สมมติ บริษัท ก จำกัด เป็นร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ มีงบการเงินปีล่าสุดดังนี้ วิธีคำนวณ: (600,000 ÷ 3,000,000) × 100 = 20% ผลลัพธ์ 20% หมายความว่า ทุก 100 บาทที่บริษัท ก นำไปลงทุนเป็นสินทรัพย์ จะสามารถสร้างผลกำไรกลับมาได้ 20 บาท กำไรสุทธิ คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน กำไรสุทธิ (Net Income) คือรายได้ทั้งหมดหักลบด้วยค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนสินค้า ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา และภาษี ตัวเลขสำคัญนี้จะอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน สินทรัพย์รวม คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน สินทรัพย์รวม (Total Assets) คือทรัพย์สินทุกอย่างที่กิจการมีสิทธิ์ครอบครอง ทั้งเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เครื่องจักร อาคาร และที่ดิน ตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) เวลาคำนวณ บางตำราอาจแนะนำให้ใช้ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย คือการนำสินทรัพย์ต้นปีมารวมกับปลายปีแล้วหาร 2 เพื่อให้ตัวเลขมีความแม่นยำขึ้น แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นวิเคราะห์สุขภาพการเงิน การใช้สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปีก็เพียงพอที่จะเห็นภาพรวมแล้ว ROA เท่าไหร่ถึงดี ค่ามาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม ไม่มีค่า ROA ที่ฟันธงได้ว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างการลงทุนที่ต่างกันลิบลับ ธุรกิจที่ต้องประเดิมด้วยการซื้อเครื่องจักรหนักย่อมมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าธุรกิจที่ใช้แค่สมองและคอมพิวเตอร์ทำงาน หลักง่าย ๆ คือ หากมากกว่า 5% ถือว่าใช้ได้ และถ้าสูงกว่า 10% ถือว่าดีเยี่ยม แต่ก็ต้องนำไปเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันอยู่เสมอ ROA ธุรกิจบริการ ธุรกิจผลิต และธุรกิจซื้อมาขายไป ต่างกันแค่ไหน ประเภทธุรกิจ ROA ทั่วไป เหตุผล ธุรกิจบริการ (ที่ปรึกษา, สำนักงานบัญชี, ฟรีแลนซ์) 15-30% ลงทุนทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่ใช้ทักษะคนทำงานเป็นหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไป (ร้านค้าออนไลน์, ค้าปลีก) 8-15% มีสต๊อกสินค้าและรอบเครดิตลูกหนี้การค้าอยู่ระดับหนึ่ง ธุรกิจผลิต (โรงงาน, แปรรูปอาหาร) 3-10% ต้องลงทุนกับเครื่องจักร โรงงาน อุปกรณ์หนัก ฐานสินทรัพย์จึงสูง สมมติว่าร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งมี ROA 5% ในขณะที่สำนักงานบัญชีก็มี 5% เท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองบริษัทนี้ทำผลงานได้ดีเท่ากัน เพราะร้านค้าออนไลน์มีสินทรัพย์จับต้องได้เยอะกว่า ระดับ 5% จึงพอรับได้ แต่สำหรับสำนักงานบัญชีที่ไม่ค่อยมีต้นทุนสินทรัพย์ ตัวเลขควรจะทะลุไปไกลกว่านี้ ROA ต่ำ หมายความว่าอะไร สาเหตุที่พบบ่อยใน SME อัตราส่วนที่ต่ำฟ้องให้เห็นว่าธุรกิจกำลังลงทุนในทรัพย์สินมากเกินไป แต่กลับเค้นกำไรจากทรัพย์สินเหล่านั้นออกมาได้น้อย สาเหตุยอดฮิตที่มักเจอในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่ ถ้าตัวเลขผลตอบแทนของธุรกิจคุณร่วงลงทุกปี ควรเรียกประชุมทีมงานเพื่อตรวจสอบว่ามีสินทรัพย์หมวดไหนเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือกำไรสุทธิร่วงลงจากสาเหตุอะไร ROA กับ ROE ต่างกันอย่างไร ดูคู่กันถึงครบ ROA กับ ROE (Return on Equity) เป็นอัตราส่วนทางการเงินคู่แฝดที่มักถูกนำมาเปิดเทียบกัน ทั้งสองตัวใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกันแต่มองผ่านคนละเลนส์ ROA จะวัดประสิทธิภาพจากสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ในขณะที่ ROE จะโฟกัสเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้นหรือเงินที่เจ้าของควักกระเป๋าลงทุนไปจริง ๆ เท่านั้น ตารางเปรียบเทียบ ROA กับ ROE เกณฑ์ ROA ROE ชื่อเต็ม Return on Assets Return on Equity วัดอะไร ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด ผลตอบแทนจากเงินที่เจ้าของลงทุน รวมหนี้สินด้วยไหม รวม (เพราะสินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน) ไม่รวม (คิดเฉพาะเงินทุนของเจ้าของ) กรณีที่ขัดแย้งกัน – ROE อาจดูสูงลิ่ว เพราะกู้เงินมาหมุนจนหนี้ท่วม เหมาะดูเมื่อ เปรียบเทียบประสิทธิภาพข้ามอุตสาหกรรม เปรียบเทียบผลตอบแทนสำหรับนักลงทุน เมื่อไหร่ควรดู ROA เมื่อไหร่ควรดู ROE ถ้าคุณอยากรู้ว่าทีมบริหารใช้ทรัพยากรทุกเม็ดที่มีอยู่ได้คุ้มค่าแค่ไหน ให้หันไปมอง ROA เพราะมันคำนวณรวมทั้งเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียน แต่ถ้าอยากตอบคำถามนักลงทุนว่า เงินที่ใส่ลงไปมันงอกเงยคุ้มค่าแค่ไหน ให้ดู ROE มีหลายธุรกิจที่ชอบกู้หนี้ยืมสินมาขยายกิจการ ทำให้ผลลัพธ์ ROE ออกมาสูงและดูสวยงามมาก แต่พอไปกางดู ROA กลับพบว่าต่ำเรี่ยดิน เพราะมีสินทรัพย์รวมที่เกิดจากหนี้พองตัวอยู่ การวิเคราะห์ทั้งสองตัวแปรคู่กันจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ผลตอบแทนที่บริษัททำได้นั้นเกิดจากฝีมือการบริหารที่ดีจริง หรือแค่ใช้พลังของเงินกู้ วิธีปรับปรุง ROA ให้ดีขึ้นสำหรับ SME ไทย การปั้นตัวเลขให้ดีขึ้นสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือเพิ่มตัวเศษ (เพิ่มกำไร) หรือลดตัวส่วน (ลดการตุนสินทรัพย์) หรือถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ก็จะยิ่งดี เพิ่มกำไรสุทธิ การเพิ่มกำไรทำได้ทั้งฝั่งหาตังค์และฝั่งรัดเข็มขัด บริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ สินทรัพย์ที่จมอยู่เฉย ๆ จะทำให้ตัวหารเพิ่มขึ้นและฉุดผลตอบแทนลงมาอย่างน่าเสียดาย ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจช่วยติดตาม การติดตามอัตราส่วนสำคัญไม่ได้แปลว่าต้องรอให้ทีมบัญชีปิดงบตอนสิ้นปีเสมอไป ถ้าคุณมีโปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard นำเสนอภาพรวมการเงินแบบทันที คุณก็จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้รวดเร็วกว่า ข้อควรระวังในการใช้ ROA วิเคราะห์ธุรกิจ แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีข้อควรระวังที่คุณไม่ควรมองข้าม ค่าเสื่อมราคาสะสมที่ถูกหักออกไปมาก อาจทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่โชว์ในงบดุลต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ส่งผลให้ ROA ดีดตัวสูงเกินจริงได้ เช่น เครื่องจักรที่หักค่าเสื่อมจนเหลือมูลค่าทางบัญชีแค่ 1 บาท แต่ความจริงยังใช้งานผลิตของได้เต็มกำลัง สำหรับธุรกิจที่เน้นเช่าสินทรัพย์แทนการซื้อขาด (Leasing) สินทรัพย์รวมจะต่ำกว่าอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ROA ออกมาดูดีมาก แม้ว่าเนื้อแท้ของประสิทธิภาพการทำงานอาจจะไม่ได้เก่งไปกว่าคู่แข่งเลย ดังนั้น การตัดสินใจจาก ROA เพียงตัวเลขเดียวอาจไม่ครอบคลุม ควรนำไปพิจารณาร่วมกับ ROE และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพื่อให้ได้บทสรุปที่รอบด้านที่สุด สรุป – ROA ช่วยให้เห็นว่าทรัพย์สินสร้างกำไรได้คุ้มค่าหรือไม่ ROA ช่วยตอบคำถามสำคัญให้เจ้าของธุรกิจว่า กำไรที่ทำได้เมื่อเทียบกับเงินทุนก้อนโตที่ละลายไปในสินทรัพย์นั้น คุ้มค่าเหนื่อยจริง ๆ หรือไม่ ยิ่งมีตัวเลขสูงก็ยิ่งแสดงว่าการบริหารจัดการภายในนั้นยอดเยี่ยม แต่จำไว้เสมอว่าต้องเปรียบเทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอย่าลืมหยิบตัวเลข ROE มาวิเคราะห์ควบคู่ไปด้วยเสมอ วิเคราะห์สุขภาพธุรกิจของคุณ ไปกับ PEAK Board ผู้ประกอบการชั้นนำเลือกใช้ PEAK Board ช่วยแปลงตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกราฟสวยงามเข้าใจง่าย ให้เจ้าของธุรกิจประเมินสถานการณ์ และดูอัตราส่วนสำคัญทางการเงินได้เองตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROA ROA ติดลบ หมายความว่าอะไร อาการติดลบเกิดจากการที่ธุรกิจมีผลขาดทุนสุทธิ (รายจ่ายเยอะกว่ารายได้) ทำให้ตัวเศษในสมการเป็นค่าติดลบ สถานการณ์นี้เป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ถ้าปล่อยให้ติดลบต่อเนื่องหลายปี ควรทบทวนโมเดลและแผนธุรกิจเสียใหม่ เปรียบเทียบ ROA ข้ามอุตสาหกรรมได้ไหม สามารถทำได้ แต่ต้องระวังให้ดีเพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างของเครื่องมือหากินต่างกัน โรงงานผลิตเครื่องจักรที่มีผลตอบแทน 5% อาจถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในวงการอุตสาหกรรมหนัก แต่ถ้าเอา 5% นี้ไปเทียบกับบริษัทนายหน้าอสังหาฯ ตัวเลขระดับนี้จะถือว่าสอบตก การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมที่สุดควรจับคู่กับธุรกิจที่มีประเภทและไซส์ใกล้เคียงกัน ROA ควรดูบ่อยแค่ไหน สำหรับกิจการ SME ที่มีการสรุปงบการเงินรายเดือน ควรหยิบตัวเลขนี้มาดูทุกไตรมาสเพื่อจับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องทนรอจนถึงตอนปิดงบสิ้นปี ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปภาพรวมให้ ก็ยิ่งเห็นปัญหาและหาทางหนีทีไล่ได้เร็วกว่าเดิม ROA กับ ROI ต่างกันตรงไหน ROA วัดความสามารถในการดึงกำไรออกมาจากสินทรัพย์ทั้งหมดของทั้งกิจการ ส่วน ROI (Return on Investment) จะวัดความคุ้มค่าจากเงินลงทุนแค่เฉพาะในโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งเท่านั้น เช่น ลงทุนซื้อโฆษณา Facebook ไป 10,000 บาท แล้วกวาดยอดขายกลับมาได้ 30,000 บาท ROI ของแคมเปญนี้จะพุ่งสูงถึง 200% ซึ่งขอบเขตของ ROI จะแคบกว่าและเจาะจงเป็นเรื่อง ๆ ไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

CapEx OpEx คืออะไร ต่างกันตรงไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนเจอค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่แล้วไม่แน่ใจว่าควรบันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายดี คำตอบอยู่ที่การแยก CapEx กับ OpEx ให้ถูกต้อง เพราะสองตัวนี้ส่งผลต่อตัวเลขกำไร ภาษี และ งบการเงิน ของธุรกิจโดยตรง บทความนี้อธิบายทั้ง CapEx และ OpEx พร้อมตัวอย่างที่เกิดใน SME ไทย วิธีบันทึกบัญชี และเคล็ดลับการเลือกใช้ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ CapEx (Capital Expenditure) หรือรายจ่ายฝ่ายทุนคืออะไร CapEx คือรายจ่ายที่ธุรกิจจ่ายเพื่อซื้อหรือปรับปรุงสินทรัพย์ที่ใช้งานได้นานกว่า 1 ปี เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ รายจ่ายประเภทนี้ไม่ได้หักเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียวทั้งก้อน แต่จะต้องทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคาตลอดอายุการใช้งาน ตัวอย่าง CapEx ที่ SME เจอบ่อย CapEx กับค่าเสื่อมราคาเกี่ยวข้องกันอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการทยอยหักมูลค่า สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปี ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ซื้อเครื่องพิมพ์ราคา 60,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาได้ปีละ 12,000 บาท แทนที่จะหักทีเดียวทั้ง 60,000 บาท การทยอยหักแบบนี้ทำให้ตัวเลขกำไรในแต่ละปีมีความสม่ำเสมอกว่า ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี NPAEs ที่ SME ทั่วไปใช้งาน (อ้างอิงข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี tfac.or.th) OpEx (Operating Expenditure) หรือค่าใช้จ่ายดำเนินงานคืออะไร OpEx คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน เป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไปภายในงวดบัญชีนั้น ไม่ได้สร้างสินทรัพย์ถาวรให้ธุรกิจ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าโฆษณา ตัวอย่าง OpEx ที่ SME เจอบ่อย CapEx กับ OpEx ต่างกันอย่างไร CapEx กับ OpEx มีความแตกต่างกันตั้งแต่ลักษณะการจ่าย วิธีบันทึกบัญชี ไปจนถึงผลกระทบต่อภาษี ตารางด้านล่างนี้จะช่วยสรุปความแตกต่างสำคัญให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หัวข้อ CapEx (รายจ่ายฝ่ายทุน) OpEx (ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) ลักษณะ ลงทุนซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ค่าใช้จ่ายประจำวันที่ใช้แล้วหมดไป ตัวอย่าง เครื่องจักร รถยนต์ อาคาร ค่าเช่า เงินเดือน ค่าโฆษณา บันทึกบัญชี บันทึกเป็นสินทรัพย์ ทยอยหักค่าเสื่อมราคา หักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในงวดที่เกิด ผลต่องบการเงิน แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) แสดงในงบกำไรขาดทุน ผลต่อภาษี หักภาษีได้ทีละน้อยผ่านค่าเสื่อมราคา หักภาษีได้ทั้งจำนวนในปีที่จ่าย จำนวนเงิน มักเป็นก้อนใหญ่ จ่ายครั้งเดียว จำนวนเล็กกว่า แต่จ่ายสม่ำเสมอ ผลกระทบต่อภาษีต่างกันอย่างไร จุดที่ผู้ประกอบการควรรู้คือ CapEx จะทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทีละน้อยตามค่าเสื่อมราคาในแต่ละปี ส่วน OpEx จะสามารถหักภาษีได้ทั้งจำนวนทันทีในปีที่จ่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด ซื้อคอมพิวเตอร์ 90,000 บาท (CapEx) อายุใช้งาน 3 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาได้ปีละ 30,000 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนไปจ่ายค่าเช่าคอมพิวเตอร์เดือนละ 3,000 บาท รวมปีละ 36,000 บาท (OpEx) บริษัทจะหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 36,000 บาทในปีนั้นทันที ผลลัพธ์คือ OpEx ช่วยลดกำไรทางภาษีในปีที่จ่ายได้มากกว่า CapEx ในช่วงปีแรก (อ้างอิงตามหลักเกณฑ์การหักค่าเสื่อมราคาของกรมสรรพากร rd.go.th) วิธีบันทึกบัญชี CapEx และ OpEx CapEx กับ OpEx จะใช้ผังบัญชีคนละตัว โดย รับรู้รายการสินทรัพย์ สำหรับ CapEx เข้าฝั่งสินทรัพย์ในงบดุลก่อนแล้วค่อยทยอยหัก ส่วน OpEx จะเข้าฝั่งค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนทันที บันทึกบัญชี CapEx (เมื่อซื้อสินทรัพย์) ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ 60,000 บาท จ่ายด้วยเงินสด Dr. อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 60,000Cr. เงินสด 60,000 เมื่อถึงวันสิ้นปี ต้องบันทึกค่าเสื่อมราคา (สมมติอายุใช้งาน 5 ปี หักปีละ 12,000 บาท) Dr. ค่าเสื่อมราคา อุปกรณ์ 12,000Cr. ค่าเสื่อมราคาสะสม อุปกรณ์ 12,000 บันทึกบัญชี OpEx (จ่ายค่าใช้จ่ายประจำงวด) ตัวอย่าง จ่ายค่าเช่าสำนักงานเดือนละ 25,000 บาท Dr. ค่าเช่าสำนักงาน (ค่าใช้จ่าย) 25,000Cr. เงินสด 25,000 จะเห็นได้ว่า OpEx บันทึกได้เรียบง่ายกว่ามาก เพราะหักจบภายในงวดเดียว ไม่ต้องคอยติดตามสินทรัพย์หรือคำนวณค่าเสื่อมราคาทุกสิ้นปี ควรเลือก CapEx หรือ OpEx เคล็ดลับสำหรับ SME ในยุคที่ธุรกิจหันมาใช้บริการระบบ Cloud และ SaaS มากขึ้น การเลือกระหว่างการ ซื้อขาด กับ เช่าใช้ เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการ SME เจอบ่อยมาก สถานการณ์ คำแนะนำ เหตุผล มีเงินทุนพร้อมและต้องการเป็นเจ้าของ CapEx (ซื้อ) ระยะยาวอาจถูกกว่า มีสินทรัพย์เป็นของบริษัท เพิ่งเริ่มธุรกิจ เงินทุนจำกัด OpEx (เช่า) ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ กระแสเงินสดไม่สะดุด เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว (ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ IT) OpEx (Subscription) เปลี่ยนได้ง่าย ไม่ต้องแบกสินทรัพย์ที่ล้าสมัย ใช้งานหนักทุกวันเป็นเวลานาน (เครื่องจักร รถขนส่ง) CapEx (ซื้อ) คุ้มค่ากว่าถ้าใช้จนครบอายุการใช้งาน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือโปรแกรมบัญชี ถ้าซื้อซอฟต์แวร์มาติดตั้งเอง (CapEx) ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ อัปเดตเอง และเสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในทีเดียว แต่ถ้าเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แบบ Subscription (OpEx) จะได้รับการอัปเดตอัตโนมัติ ลดภาระฝ่าย IT และจ่ายเท่าที่ใช้งานจริง ธุรกิจ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นมักเลือก OpEx มากกว่า เพราะไม่ต้องลงทุนหนักตั้งแต่แรก รักษากระแสเงินสดได้ดี และยืดหยุ่นกว่าในกรณีที่ธุรกิจต้องปรับตัว ในทางกลับกัน ธุรกิจที่โตเต็มที่แล้วและมีเงินทุนพร้อม การลงทุนแบบ CapEx อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะไม่ต้องคอยจ่ายค่าเช่าทุกเดือนและมีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง สรุป – CapEx กับ OpEx ต่างกันอย่างไร CapEx คือรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว ทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคา ส่วน OpEx คือค่าใช้จ่ายประจำวันที่หักได้ทันที สิ่งสำคัญที่ SME ควรจำคือ จัดการสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกทั้ง CapEx และ OpEx ได้อย่างถูกต้อง คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติผ่าน PEAK Asset และบันทึกค่าใช้จ่ายดำเนินงานผ่าน PEAK Account ได้สะดวก – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CapEx OpEx ค่าซ่อมแซมสินทรัพย์ถือเป็น CapEx หรือ OpEx ขึ้นอยู่กับว่าการซ่อมนั้นยืดอายุหรือเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์หรือไม่ ถ้าซ่อมเพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติ เช่น เปลี่ยนยางรถ ถือเป็น OpEx แต่ถ้าเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่ทำให้สินทรัพย์ใช้งานได้นานขึ้นหรือมีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ถือเป็น CapEx ที่ต้องบวกเข้าไปในมูลค่าสินทรัพย์ SME ขนาดเล็กต้องแยก CapEx กับ OpEx ด้วยหรือเปล่า ต้องแยก เพราะมาตรฐานการบัญชี NPAEs ที่ SME ใช้กำหนดไว้ว่าสินทรัพย์ที่มีอายุใช้งานเกิน 1 ปีต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและคิดค่าเสื่อมราคา ถ้าบันทึกผิดอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้องและอาจมีปัญหากับกรมสรรพากรตอนยื่นภาษีได้ ค่า Subscription ซอฟต์แวร์รายปี นับเป็น CapEx หรือ OpEx ถือเป็น OpEx เพราะเป็นค่าบริการที่จ่ายเพื่อใช้งานในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ธุรกิจเป็นเจ้าของตัวซอฟต์แวร์นั้น แม้จะจ่ายเป็นรายปีก็ยังถือเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ต่างจากกรณีที่คุณซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์แบบขาดมาเป็นของบริษัท ซึ่งจะถูกนับเป็น CapEx (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) PEAK ช่วยจัดการ CapEx OpEx ได้อย่างไร โปรแกรมบัญชี PEAK มีระบบจัดการสินทรัพย์ที่คอยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ โดยคุณสามารถตั้งค่าอายุการใช้งานและวิธีคิดค่าเสื่อมได้ ส่วนการบันทึกฝั่ง OpEx ก็สามารถทำได้ตามปกติ โดยข้อมูลทุกอย่างจะเชื่อมโยงเข้าหากันโดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก