Table of Contents

Stock Card คืออะไร และสำคัญอย่างไร

Stock Card (บัตรสต๊อกสินค้า หรือสต๊อกการ์ด) คือ บัตรหรือตารางที่บันทึกการรับเข้า จ่ายออก และยอดคงเหลือของสินค้าทีละรายการ เรียงตามวันที่ที่เกิดรายการ สินค้า 1 รายการใช้บัตร 1 ใบ จึงเห็นได้ทันทีว่าตอนนี้มีของเหลือเท่าไร และแต่ละครั้งที่ยอดเปลี่ยนเกิดจากเอกสารใบไหน

เดิมบัตรนี้เป็นกระดาษที่แขวนไว้หน้าชั้นวาง ปัจจุบันส่วนใหญ่ทำใน Excel หรือในโปรแกรมบัญชี แต่หลักการเหมือนกัน คือทุกบรรทัดต้องมีวันที่ เลขที่เอกสาร จำนวนรับ จำนวนจ่าย และยอดคงเหลือหลังรายการนั้น

สำหรับร้านค้าและธุรกิจที่มีสต๊อก เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน

  • รู้ยอดคงเหลือจริงของแต่ละสินค้าโดยไม่ต้องนับทุกวัน จึงสั่งซื้อได้ทันเวลาและไม่ซื้อเกิน
  • ถ้าบันทึกต้นทุนในบัตรด้วย จะรู้ต้นทุนขายและมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ใช้ปิดงบการเงิน
  • กิจการที่จด VAT และขายสินค้าต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามแบบสรรพากรอยู่แล้ว บัตรที่บันทึกครบใช้เป็นฐานของรายงานนั้นได้

ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณต้า เจ้าของบริษัทค้าส่งเครื่องเขียนที่จด VAT แล้ว มีหน้าร้านแห่งเดียว สินค้าขายดีคือปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน ขายเป็นกล่อง กล่องละ 50 ด้าม

บัตรคุมสินค้าต่างจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบและใบตรวจนับอย่างไร

ทั้ง 3 อย่างเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ แต่ใช้ต่างกัน

เอกสารใครกำหนดใช้ทำอะไร
บัตรคุมสินค้ากิจการกำหนดเองติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าทีละรายการ ใช้ภายใน
รายงานสินค้าและวัตถุดิบกฎหมาย VAT (มาตรา 87(3) และประกาศฯ ฉบับที่ 89)หลักฐานปริมาณรับ จ่าย คงเหลือ ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจ
ใบตรวจนับสินค้ากิจการกำหนดเองบันทึกผลนับของจริง ณ วันที่นับ เพื่อเทียบกับบัตรคุมสินค้า

ข้อต่างหลักอยู่ที่บัตรคุมสินค้าไม่มีรูปแบบบังคับ ส่วนรายงานตามแบบสรรพากรมีข้อกำหนด เช่น ต้องบันทึกภายใน 3 วันทำการ และแยกตามสถานประกอบการ รายละเอียดอ่านต่อได้ที่บทความ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คืออะไร


บัตรสต๊อกสินค้าต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง

ข้อมูลในบัตรแบ่งเป็นส่วนหัวกับส่วนรายการ ถ้าใช้แค่ดูจำนวน บันทึกเฉพาะปริมาณก็พอ แต่ถ้าต้องการรู้ต้นทุนขาย ต้องเพิ่มคอลัมน์ราคาทุนและมูลค่า

ส่วนข้อมูลแบบปริมาณแบบมีต้นทุน
ส่วนหัวชื่อสินค้า รหัสสินค้า หน่วยนับ ที่เก็บ จุดสั่งซื้อ✓✓
ส่วนรายการวันที่ เลขที่เอกสาร รายการ✓✓
ส่วนรายการจำนวนรับ จำนวนจ่าย จำนวนคงเหลือ✓✓
ส่วนรายการราคาทุนต่อหน่วย มูลค่ารับ มูลค่าจ่าย มูลค่าคงเหลือ✓

หน่วยนับต้องเหมือนกันทั้งใบ ถ้าซื้อเป็นลังแต่ขายเป็นกล่อง ให้แปลงเป็นหน่วยเดียวก่อนบันทึก เพราะการปนหน่วยเป็นสาเหตุที่ทำให้ยอดคงเหลือเพี้ยนบ่อยที่สุด จุดสั่งซื้อคือยอดขั้นต่ำที่ต้องสั่งของเพิ่ม ใส่ไว้ในส่วนหัวเพื่อให้เห็นทุกครั้งที่ลงรายการ

ตัวอย่าง Stock Card ของร้านเครื่องเขียน 1 เดือน

ตัวอย่างนี้เป็นบัตรแบบปริมาณของปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินในร้านของคุณต้า เดือนตุลาคม 2569 นับเป็นกล่อง

ส่วนหัว: ปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน 0.5 มม. · รหัส PEN-BL-05 · หน่วย กล่อง (50 ด้าม) · ที่เก็บ ชั้น A2 · จุดสั่งซื้อ 40 กล่อง

วันที่เลขที่เอกสารรายการรับจ่ายคงเหลือ
1 ต.ค. 69ยอดยกมา40
4 ต.ค. 69PI-6910-003ซื้อจากผู้ผลิต ล็อต 160100
10 ต.ค. 69IV-6910-021ขายโรงเรียนประจำอำเภอ7030
15 ต.ค. 69PI-6910-009ซื้อจากผู้ผลิต ล็อต 2120150
22 ต.ค. 69IV-6910-058ขายร้านถ่ายเอกสาร8070
27 ต.ค. 69CN-6910-004รับคืนจากร้านถ่ายเอกสาร272
31 ต.ค. 69ADJ-6910-001ปรับปรุงตามผลตรวจนับ ขาด 1 กล่อง171

ยอดคงเหลือทุกบรรทัดคิดจากยอดก่อนหน้า บวกรับ ลบจ่าย ปลายเดือนจึงเหลือ 40 + 60 − 70 + 120 − 80 + 2 − 1 = 71 กล่อง หลังขายวันที่ 10 ตุลาคม ยอดเหลือ 30 กล่อง ต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ 40 กล่อง คุณต้าจึงสั่งล็อต 2 ทันที

บรรทัดสุดท้ายคือการปรับยอดให้ตรงกับของจริงหลังตรวจนับ ต้องมีเอกสารปรับปรุงที่ระบุสาเหตุ ไม่แก้ตัวเลขคงเหลือตรง ๆ เพราะจะไม่เหลือร่องรอยว่าของหายไปเท่าไร


ถ้าอยากรู้ต้นทุนขาย ต้องบันทึกบัตรอย่างไร

ถ้าซื้อของหลายล็อตในราคาต่างกัน ต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปขึ้นกับวิธีราคาทุนที่กิจการเลือก

มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ให้เลือกได้ 3 วิธี คือ วิธีราคาเจาะจง วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ตามมาตรฐานฉบับปรับปรุง 2565 ของสภาวิชาชีพบัญชี บทที่ 8 สินค้าคงเหลือ

ปากกาของคุณต้ามียอดยกมา 40 กล่องและล็อต 1 อีก 60 กล่อง ทุนกล่องละ 200 บาท ส่วนล็อต 2 จำนวน 120 กล่อง ทุนกล่องละ 225 บาท เมื่อคิดจากรายการชุดเดียวกัน 2 วิธีให้ผลดังนี้

ตารางนี้ใช้ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งคือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่คำนวณทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีของเข้า เหมาะกับการบันทึกสต๊อกแบบต่อเนื่อง

รายการFIFOถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่
คงเหลือหลังขาย 10 ต.ค.30 × 200 = 6,00030 × 200 = 6,000
คงเหลือหลังซื้อล็อต 230 × 200 + 120 × 225 = 33,000150 กล่อง 33,000 · ทุนเฉลี่ย 220
ต้นทุนขาย 22 ต.ค. (80 กล่อง)30 × 200 + 50 × 225 = 17,25080 × 220 = 17,600
รับคืน 27 ต.ค. (2 กล่อง)2 × 225 = 4502 × 220 = 440
ปรับลดของขาด 31 ต.ค. (1 กล่อง)225220
ต้นทุนขายทั้งเดือน14,000 + 17,250 − 450 = 30,80014,000 + 17,600 − 440 = 31,160
มูลค่าคงเหลือ 71 กล่อง71 × 225 = 15,97571 × 220 = 15,620

ทั้ง 2 วิธีใช้ต้นทุนรวมเท่ากันคือ 47,000 บาท แต่แบ่งไปเป็นต้นทุนขาย สินค้าคงเหลือ และของขาดจากการตรวจนับต่างกัน ช่วงที่ราคาซื้อสูงขึ้น วิธี FIFO ให้ต้นทุนขายต่ำกว่าและสินค้าคงเหลือสูงกว่าวิธีถัวเฉลี่ย กำไรในงบจึงต่างกันตาม ผลต่างของคุณต้าในเดือนนี้คือ 360 บาท

เมื่อเลือกวิธีแล้วต้องใช้ต่อเนื่องทุกงวดตามหลักความสม่ำเสมอของนโยบายการบัญชีในมาตรฐานเดียวกัน การเปลี่ยนวิธีกลางทางทำให้งบเทียบกันไม่ได้ วิธีตีราคาแบบอื่นและผลต่อกำไรอ่านต่อได้ที่บทความ FIFO กับถัวเฉลี่ย ต่างกันอย่างไร

ทำ Stock Card ใน Excel อย่างไร

แบบฟอร์ม Stock Card Excel ที่ใช้ได้จริงไม่ต้องซับซ้อน ใช้ 1 ชีตต่อ 1 สินค้า แล้ววางคอลัมน์ตามตารางตัวอย่างข้างบน

คอลัมน์ข้อมูลสูตร (แถวที่ 3 เป็นต้นไป)
Aวันที่พิมพ์เอง
Bเลขที่เอกสารพิมพ์เอง
Cรายการพิมพ์เอง
Dรับพิมพ์เอง
Eจ่ายพิมพ์เอง
Fคงเหลือ=F2+D3-E3 แล้วลากลง

แถวที่ 2 ใส่ยอดยกมาในช่อง F2 ตัวเลขคงเหลือทุกบรรทัดต่อจากนั้นจะคำนวณเอง ถ้าต้องการให้ Excel เตือนเมื่อของใกล้หมด ใช้ Conditional Formatting ให้ช่อง F เปลี่ยนสีเมื่อค่าต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ

ถ้ามีสินค้าหลายรายการและอยากเก็บไว้ในตารางเดียว ให้เพิ่มคอลัมน์รหัสสินค้า แล้วใช้ SUMIF รวมยอดรับและจ่ายของแต่ละรหัส ยอดคงเหลือของสินค้าใดคือยอดยกมา + SUMIF ของคอลัมน์รับ − SUMIF ของคอลัมน์จ่าย ตามรหัสนั้น

จุดที่ต้องระวังคือ Excel แก้ตัวเลขย้อนหลังได้โดยไม่มีร่องรอย ควรล็อกชีตของเดือนที่ปิดแล้ว และแก้ด้วยการเพิ่มบรรทัดปรับปรุงพร้อมเลขที่เอกสารเสมอ

เมื่อไรควรเปลี่ยนจาก Excel เป็นโปรแกรม

Excel เหมาะกับร้านที่มีสินค้าไม่กี่สิบรายการและบันทึกคนเดียว สัญญาณที่ควรเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมมีดังนี้

  • สินค้าเกิน 50 ถึง 100 รายการ จนต้องเปิดหลายชีตเพื่อตอบคำถามเดียว
  • มีมากกว่า 1 คนบันทึก และเริ่มเจอบรรทัดซ้ำหรือหาย
  • ต้องคิดต้นทุนแบบ FIFO หรือถัวเฉลี่ย ซึ่งสูตรใน Excel ซับซ้อนและผิดง่าย
  • เปิดสาขาที่ 2 และต้องแยกยอดตามสถานที่เก็บ

ทำไมยอดในบัตรคุมสินค้าไม่ตรงกับของจริง และแก้อย่างไร

เมื่อนับของจริงแล้วไม่ตรงกับยอดในบัตร ก่อนสรุปว่าของหาย ให้ไล่ดูรายการที่เกิดจริงแต่ไม่ได้ลงบัตรก่อน สาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้

สาเหตุอาการที่เห็นวิธีแก้
ของเสียหรือหมดอายุไม่ได้ลงจ่ายของจริงน้อยกว่าบัตรทำเอกสารตัดของเสียทุกครั้งที่พบ
หยิบของไปใช้เองหรือแจกตัวอย่างของจริงน้อยกว่าบัตรทำใบเบิกใช้ภายใน
รับของแล้วรอใบกำกับภาษีก่อนลงบัตรของจริงมากกว่าบัตรชั่วคราวลงรับตามใบส่งของในวันที่ของเข้า
ปนหน่วยนับ ลัง กับ กล่องยอดเพี้ยนเป็นหลักเท่ากำหนดหน่วยเดียวในส่วนหัว
บันทึกช้าหรือลงย้อนหลังรวมทีเดียวยอดไม่ตรงระหว่างเดือนลงทุกวัน หรือไม่เกิน 3 วันทำการ

ปากกาที่ขาด 1 กล่องของคุณต้า หลังตรวจย้อนพบว่าพนักงานหยิบไปใช้ที่เคาน์เตอร์โดยไม่ได้ทำใบเบิก คุณต้าจึงบันทึกปรับลดพร้อมเอกสาร และให้หน้าร้านทำใบเบิกทุกครั้งต่อจากนั้น

วิธีนับสต๊อกให้แม่นอ่านต่อได้ที่บทความ นับสต๊อกสินค้าอย่างไรให้แม่นยำ

ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรคุมสินค้า

กติกาที่ช่วยให้บัตรตรงกับของจริงมากที่สุดคือ ของจะออกจากชั้นไม่ได้ถ้าไม่มีเอกสาร

  • กิจการที่จด VAT ต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ซึ่งกำหนดให้บันทึกภายใน 3 วันทำการและแยกตามสถานประกอบการ บัตรที่บันทึกครบตามนี้ใช้เป็นฐานของรายงานได้
  • กิจการที่จด VAT ถ้านับแล้วสินค้าขาดจากรายงานโดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย กรมสรรพากรถือว่าสินค้าส่วนนั้นขายไปแล้ว (ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1(8)(จ)) ต้องเสีย VAT จากราคาตลาดพร้อมเบี้ยปรับ เอกสารปรับปรุงทุกครั้งจึงสำคัญ
  • บัตรคุมสินค้าที่ใช้เป็นหลักฐานประกอบการลงบัญชี ควรเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี ตามสรุปพระราชบัญญัติการบัญชีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • สินค้าที่มีวันหมดอายุ ควรเพิ่มคอลัมน์เลขล็อตและวันหมดอายุ เพื่อจ่ายของล็อตที่ใกล้หมดอายุออกก่อน
  • ชื่อคุณต้า ตัวเลขสินค้า และราคาทุนในบทความเป็นตัวอย่างสมมติ วิธีราคาทุนที่เหมาะกับกิจการจริงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีของกิจการ

สรุป – Stock Card ต้องจำอะไรบ้าง

  • 1 สินค้า 1 บัตร บันทึกวันที่ เลขที่เอกสาร รับ จ่าย และคงเหลือทุกรายการ ใช้หน่วยนับเดียวทั้งใบ
  • ถ้าต้องการต้นทุนขาย ให้เพิ่มราคาทุนและเลือกวิธี FIFO ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก หรือราคาเจาะจง แล้วใช้วิธีเดิมทุกงวด
  • ทำใน Excel ได้ด้วยสูตรคงเหลือ = ยอดก่อนหน้า + รับ − จ่าย แต่ต้องแก้ด้วยบรรทัดปรับปรุง ไม่แก้ตัวเลขย้อนหลัง
  • กิจการที่จด VAT ใช้บัตรที่ครบเป็นฐานรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามแบบสรรพากรได้

ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเลือกสินค้าขายดี 5 รายการ ทำบัตรย้อนหลัง 1 เดือนจากใบกำกับภาษีซื้อและขาย แล้วนับของจริงเทียบดูว่าตรงกันไหม

ดูความเคลื่อนไหวสินค้าแทน Stock Card ด้วย PEAK

พอสินค้าเยอะขึ้นหรือต้องคิดต้นทุนแบบ FIFO หรือถัวเฉลี่ย การทำบัตรทีละชีตใน Excel จะใช้เวลามากและผิดง่าย

โปรแกรมบัญชี PEAK มีแท็บ “เคลื่อนไหว” ในหน้าสินค้าแต่ละตัว แสดงรายการซื้อขายย้อนหลังของสินค้านั้น และพิมพ์รายงานตามช่วงวันที่ได้ ทำหน้าที่แทนบัตรคุมสินค้าโดยไม่ต้องลงซ้ำ

ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์รายการเคลื่อนไหวสินค้ารายตัวใน PEAK

อ่านเรื่องสต๊อกสินค้าเพิ่มเติม

แหล่งอ้างอิงข้อมูล


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Stock Card

ใบสต๊อกการ์ดกับ Stock Card คืออันเดียวกันไหม

ใช่ ใบสต๊อกการ์ด สต็อกการ์ด และบัตรคุมสินค้า เป็นชื่อเรียกต่างกันของเอกสารเดียวกัน คือบัตรบันทึกรับ จ่าย และคงเหลือของสินค้าทีละรายการ

ต้องทำบัตรคุมสินค้าทุกรายการไหม

ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบบัตรคุมสินค้า แต่กิจการที่จด VAT และขายสินค้าต้องมีรายงานสินค้าและวัตถุดิบของทุกสินค้า ในทางปฏิบัติจึงควรมีบัตรหรือรายการเคลื่อนไหวในโปรแกรมครบทุกรายการ ส่วนวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในสำนักงานไม่ต้องทำ

Stock Card ยาต่างจากบัตรคุมสินค้าทั่วไปอย่างไร

หลักการบันทึกรับ จ่าย คงเหลือเหมือนกัน แต่ร้านขายยาและคลินิกมักต้องบันทึกเลขล็อตและวันหมดอายุเพิ่ม และยาบางกลุ่มมีข้อกำหนดการทำบัญชีตามกฎหมายยาเฉพาะ ควรตรวจรูปแบบที่ต้องใช้กับเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการหรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ทำบัตรคุมสินค้าใน Google Sheets ได้ไหม

ได้ สูตรคงเหลือและ SUMIF ใช้ได้เหมือน Excel ข้อดีคือหลายคนเปิดดูพร้อมกันได้ แต่ควรจำกัดสิทธิ์แก้ไขและเปิดประวัติการแก้ไข เพื่อให้ตรวจย้อนได้ว่าใครเปลี่ยนตัวเลขเมื่อไร

บัตรคุมสินค้าต้องบันทึกบ่อยแค่ไหน

ควรบันทึกทุกวันที่มีของเข้าออก ถ้าใช้เป็นฐานรายงานสินค้าและวัตถุดิบของกิจการที่จด VAT ต้องลงรายการไม่เกิน 3 วันทำการนับแต่วันที่รับหรือจ่ายสินค้า


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย