
FIFO คืออะไร และสำคัญอย่างไร
FIFO (First In, First Out) คือ หลักเข้าก่อนออกก่อน สินค้าที่รับเข้ามาก่อนจะถูกขายหรือเบิกใช้ก่อน หลักนี้ใช้ได้ 2 รูปแบบ แบบแรกคือวิธีหยิบสินค้าในคลังสินค้า และแบบที่สองคือวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือทางบัญชี
FIFO มีความสำคัญต่อธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าอย่างน้อย 4 ด้าน
- ลดความเสี่ยงของเก่าค้างคลัง: สินค้าล็อตแรกจะถูกนำออกไปก่อน จึงลดโอกาสที่สินค้าจะเสื่อมสภาพ ตกรุ่น หรือหมดอายุค้างคลัง
- คำนวณต้นทุนขายได้เป็นระบบ: ทุกรายการขายสามารถตรวจสอบได้ชัดเจนว่าตัดต้นทุนมาจากสินค้าล็อตใด และมีราคาต้นทุนต่อหน่วยเท่าไร
- มูลค่าสินค้าคงเหลือสะท้อนราคาปัจจุบัน: สินค้าคงเหลือปลายงวดจะเป็นล็อตที่จัดซื้อเข้ามาล่าสุด มูลค่าในงบแสดงฐานะการเงินจึงใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบัน
- สอดคล้องกับหลักบัญชีและภาษี: FIFO เป็นวิธีที่มาตรฐานการรายงานทางการเงินให้การยอมรับ และเมื่อถือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอสามารถนำไปใช้คำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้ทันที
ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ดำเนินธุรกิจค้าส่งน้ำมันปาล์มปี๊บขนาด 18 ลิตร ให้แก่ร้านอาหารและโรงงานแปรรูปอาหาร โดยบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว และราคาตัวเลขทั้งหมดในบทความเป็นราคาก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม
FIFO อ่านว่าอะไร และแปลว่าอะไร
FIFO ออกเสียงอ่านว่า “ไฟโฟ” ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษ First In, First Out แปลเป็นภาษาไทยว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ในตำราและมาตรฐานการบัญชีไทยมักระบุชื่อว่า “วิธีเข้าก่อน ออกก่อน” ซึ่งหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนและการเคลื่อนย้ายสินค้าในลักษณะเดียวกัน
FEFO คืออะไร ต่างจาก FIFO อย่างไร
FEFO คือ หลักการหมดอายุก่อนออกก่อน (First Expired, First Out) หมายถึงสินค้าที่มีวันหมดอายุใกล้ที่สุดจะต้องถูกหยิบนำไปขายหรือใช้งานก่อน แม้ว่าสินค้านั้นจะเพิ่งรับเข้ามาในคลังทีหลังก็ตาม นิยมใช้กับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และสารเคมี
FIFO และ FEFO เป็นหลักการหยิบสินค้า 2 รูปแบบที่มีเกณฑ์ตัดสินต่างกัน โดย FIFO จะพิจารณาจาก “วันที่รับเข้าคลัง” ส่วน FEFO จะพิจารณาจาก “วันหมดอายุ” ทั้งนี้ FEFO เป็นเพียงหลักการบริหารคลังสินค้าทางกายภาพ ไม่ใช่วิธีคิดต้นทุนตามมาตรฐานการบัญชี กิจการจึงสามารถหยิบของจริงแบบ FEFO ควบคู่กับการคำนวณต้นทุนทางบัญชีแบบ FIFO หรือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักได้
| ประเด็นเปรียบเทียบ | FIFO | FEFO |
|---|---|---|
| ชื่อภาษาอังกฤษเต็ม | First In, First Out | First Expired, First Out |
| เกณฑ์ตัดสินในการหยิบสินค้า | วันที่รับสินค้าเข้าสู่คลังสินค้า | วันหมดอายุของสินค้าแต่ละล็อต |
| ความเหมาะสมกับประเภทสินค้า | สินค้าทั่วไป อะไหล่ วัสดุก่อสร้าง สินค้าไม่มีวันหมดอายุ | อาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และเคมีภัณฑ์ |
| การใช้คำนวณต้นทุนทางบัญชี | ใช้เป็นวิธีคำนวณต้นทุนตามมาตรฐานบัญชีได้ | ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุน เป็นเพียงวิธีจัดคลัง |
| ข้อมูลที่ต้องบันทึกควบคุม | วันที่รับสินค้าเข้าคลัง | วันที่รับเข้า เลขล็อตผลิต (Lot Number) และวันหมดอายุ |
ตัวอย่าง FEFO ในคลังสินค้า
บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด มีสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือ 3 ล็อตในเดือนตุลาคม 2569 ดังนี้
| ล็อตสินค้า | วันที่รับเข้าคลัง | จำนวน (ปี๊บ) | ราคาทุนต่อปี๊บ | วันหมดอายุ |
|---|---|---|---|---|
| ล็อต A (ยอดยกมา) | 1 ต.ค. | 200 | 600 บาท | มี.ค. 2570 |
| ล็อต B (ซื้อเข้า) | 5 ต.ค. | 300 | 620 บาท | พ.ค. 2570 |
| ล็อต C (ซื้อเข้า) | 18 ต.ค. | 200 | 650 บาท | ม.ค. 2570 |
ล็อต C แม้จะรับเข้ามาทีหลังสุดในวันที่ 18 ต.ค. แต่กลับมีวันหมดอายุเร็วที่สุดคือเดือน ม.ค. 2570 หากจัดคลังตามวิธี FIFO ล็อต C จะถูกวางไว้ด้านในสุดและเสี่ยงต่อการหมดอายุค้างสต๊อก
เมื่อนำหลักการ FEFO มาใช้ เมื่อมีการขายสินค้าในวันที่ 10 ต.ค. จำนวน 350 ปี๊บ คลังจะหยิบล็อต A จำนวน 200 ปี๊บ และล็อต B จำนวน 150 ปี๊บ ต่อมาเมื่อมีการขายในวันที่ 25 ต.ค. จำนวน 250 ปี๊บ คลังจะเลือกหยิบล็อต C ที่ใกล้หมดอายุออกไปก่อนทั้ง 200 ปี๊บ แล้วตามด้วยล็อต B อีก 50 ปี๊บ ทำให้สินค้าคงเหลือในคลังจริงเป็นล็อต B จำนวน 100 ปี๊บที่ยังมีอายุการใช้งานยาวนาน
LIFO คืออะไร ทำไมธุรกิจไทยไม่ใช้คิดต้นทุน
LIFO (Last In, First Out) คือ หลักเข้าทีหลังออกก่อน โดยมีสมมติฐานว่าสินค้าล็อตที่จัดซื้อเข้ามาล่าสุดจะถูกตัดเป็นต้นทุนขายออกไปก่อน ส่วนสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังจะเป็นล็อตเก่าที่มีราคาซื้อในอดีต
มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2) กำหนดวิธีคำนวณต้นทุนที่ยอมรับได้ไว้เพียง 3 วิธี ได้แก่ วิธีราคาเจาะจง วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยยกเลิกวิธี LIFO ออกจากมาตรฐาน กิจการในประเทศไทยจึงไม่สามารถใช้วิธี LIFO ในการจัดทำบัญชีและยื่นภาษีได้
ในภาวะที่ราคาสินค้ามีแนวโน้มสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดในงบแสดงฐานะการเงินเป็นราคาต้นทุนเดิมในอดีตที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกิจการ
วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือมีกี่วิธี
มาตรฐานการบัญชีไทยกำหนดวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือไว้ 3 วิธีหลัก โดยเลือกใช้ตามลักษณะของสินค้า
| วิธีคิดต้นทุน | หลักการคำนวณ | ลักษณะสินค้าที่เหมาะสม |
|---|---|---|
| วิธีราคาเจาะจง (Specific Identification) | บันทึกตัดต้นทุนตามราคาทุนจริงของสินค้าชิ้นที่ขายออกไป | สินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เช่น รถยนต์ อัญมณี งานสั่งทำ หรือเครื่องจักร |
| วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) | สมมติให้สินค้าที่จัดซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ | สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกัน ใช้ทดแทนกันได้ และกิจการต้องการติดตามต้นทุนตามรอบล็อตการสั่งซื้อ |
| วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) | นำต้นทุนสินค้ารวมทั้งหมดมาหารเฉลี่ยด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมด | สินค้าที่มีปริมาณมาก ราคาซื้อผันผวนบ่อยครั้ง และต้องการต้นทุนต่อหน่วยที่นิ่งสม่ำเสมอ |
ถัวเฉลี่ย คืออะไร
วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือ การหาต้นทุนต่อหน่วยโดยนำต้นทุนรวมของสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย หารด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย และนำต้นทุนเฉลี่ยนี้ไปใช้คำนวณทั้งต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือปลายงวด สำหรับกิจการที่บันทึกสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory) จะมีการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าเข้ามา เรียกว่าวิธีถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)
ตัวอย่างคำนวณต้นทุนแบบ FIFO เทียบถัวเฉลี่ย
ใช้ข้อมูลการดำเนินงานของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด ในเดือนตุลาคม 2569 โดยมีสินค้าพร้อมขายรวม 700 ปี๊บ ต้นทุนรวม 436,000 บาท (ล็อต A: 120,000 บาท + ล็อต B: 186,000 บาท + ล็อต C: 130,000 บาท) มีการขายสินค้ารวม 600 ปี๊บ ในราคาขายปี๊บละ 800 บาท คิดเป็นรายได้รวม 480,000 บาท
คำนวณแบบ FIFO ทีละรายการขาย
| วันที่ทำรายการ | จำนวนขาย | การตัดต้นทุนตามลำดับล็อต (FIFO) | ต้นทุนขายรวม |
|---|---|---|---|
| 10 ต.ค. | ขาย 350 ปี๊บ | ตัดล็อต A: 200 ปี๊บ × 600 บาท + ล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท | 213,000 บาท |
| 25 ต.ค. | ขาย 250 ปี๊บ | ตัดล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท + ล็อต C: 100 ปี๊บ × 650 บาท | 158,000 บาท |
| รวมทั้งเดือน | ขาย 600 ปี๊บ | — | 371,000 บาท |
มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดตามวิธี FIFO คือ สินค้าล็อต C ที่เหลือ 100 ปี๊บ × 650 บาท = 65,000 บาท (สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้จาก ต้นทุนรวม 436,000 บาท − ต้นทุนขาย 371,000 บาท = 65,000 บาท)
ข้อสังเกตคือ ในคลังสินค้าจริงอาจหยิบของตามวันหมดอายุ (FEFO) แต่การตัดต้นทุนทางบัญชีสามารถตัดตามเกณฑ์ FIFO ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี เนื่องจากสินค้ามีลักษณะเหมือนกันและใช้ทดแทนกันได้
คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
ต้นทุนถัวเฉลี่ยต่อปี๊บ = 436,000 บาท ÷ 700 ปี๊บ = 622.86 บาทต่อปี๊บ
ต้นทุนขายรวม = 600 ปี๊บ × 622.86 บาท = 373,714.29 บาท และมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด = 100 ปี๊บ × 622.86 บาท = 62,285.71 บาท
เทียบผลทั้ง 3 วิธี
| วิธีคิดต้นทุน | ต้นทุนขาย | มูลค่าสินค้าคงเหลือ | กำไรขั้นต้น |
|---|---|---|---|
| FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) | 371,000.00 บาท | 65,000.00 บาท | 109,000.00 บาท |
| ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก | 373,714.29 บาท | 62,285.71 บาท | 106,285.71 บาท |
| LIFO (เปรียบเทียบในเชิงทฤษฎี) | 376,000.00 บาท | 60,000.00 บาท | 104,000.00 บาท |
ในภาวะที่ราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ วิธี FIFO จะให้ต้นทุนขายต่ำที่สุดและแสดงกำไรขั้นต้นสูงที่สุดในตารางนี้ ในขณะที่วิธีถัวเฉลี่ยจะให้ตัวเลขกำไรและต้นทุนที่อยู่ระดับกึ่งกลาง โดยยอดรวมของต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือของทุกวิธียังคงเท่ากับ 436,000 บาทเท่ากันทั้งหมด
ทั้งนี้ วิธีราคาเจาะจงไม่ได้นำมาแสดงในตารางเปรียบเทียบ เนื่องจากน้ำมันปาล์มปี๊บเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ ซึ่งมาตรฐานการบัญชี TAS 2 ไม่อนุญาตให้นำวิธีราคาเจาะจงมาใช้กับสินค้าลักษณะนี้
ราคาตลาดลดลงต้องทำอย่างไร
ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 กำหนดให้กิจการต้องวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value – NRV) แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า โดย NRV คือราคาขายโดยประมาณหักด้วยต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้
ในทางภาษี ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดให้ตีราคาสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า เช่น หากราคาตลาดของน้ำมันปาล์มปลายงวดลดลงเหลือปี๊บละ 640 บาท สินค้าคงเหลือ 100 ปี๊บจะต้องตีราคาเป็น 64,000 บาท ศึกษารายละเอียดการบันทึกบัญชีเพิ่มเติมได้ที่บทความ การตีราคาสินค้าคงเหลือ
ใช้ FIFO ในคลังสินค้าอย่างไรให้ได้ผล
การคำนวณต้นทุนแบบ FIFO สามารถตั้งค่าในโปรแกรมบัญชีได้อัตโนมัติ แต่การจัดคลังสินค้าตามเกณฑ์ FIFO หรือ FEFO ในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยระบบหน้างานที่ชัดเจน 5 ขั้นตอน
- ติดป้ายชี้บ่งทุกล็อตเมื่อรับเข้าคลัง: ระบุวันที่รับ เลขล็อต และวันหมดอายุให้ชัดเจน โดยอาจใช้สติกเกอร์สีแยกตามเดือนที่รับเข้าเพื่อให้มองเห็นได้ง่าย
- จัดวางชั้นวางสินค้าแบบเติมด้านหลังหยิบด้านหน้า: สินค้าล็อตใหม่ให้เติมเข้าจากด้านหลังหรือด้านบน ส่วนสินค้าล็อตเดิมจะอยู่ด้านหน้าเพื่อให้หยิบใช้งานได้สะดวก
- ระบุเลขล็อตในใบจัดสินค้า (Picking List): ใบสั่งจัดสินค้าต้องระบุรหัสล็อตที่ต้องหยิบอย่างชัดเจน เพื่อให้พนักงานคลังหยิบสินค้าได้ตรงตามเกณฑ์
- บันทึกยอดรับเข้าและเบิกจ่ายทันที: บันทึกความเคลื่อนไหวผ่านระบบสต๊อกหรือ สต๊อกการ์ด (Stock Card) ทุกครั้งที่มีการเบิกจ่ายสินค้า
- ตรวจนับสินค้าและเช็กวันหมดอายุตามรอบ: ดำเนินการตรวจนับสินค้าจริงอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ศึกษากลยุทธ์เพิ่มเติมได้ที่ การตรวจนับสินค้าคงเหลือ
บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด กำหนดนโยบายว่า สินค้าล็อตใดที่มีอายุการเก็บรักษาเหลือน้อยกว่า 60 วัน จะถูกย้ายมาวางไว้ในโซนด้านหน้าและจัดโปรโมชันระบายสินค้าก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายจากสินค้าหมดอายุ
เลือกวิธีคิดต้นทุนแบบไหนดี และเปลี่ยนภายหลังได้ไหม
การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนควรพิจารณาจากลักษณะการดำเนินธุรกิจและประเภทสินค้าเป็นหลัก
- เลือกวิธี FIFO: เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีสินค้าเหมือนกัน หมุนเวียนสต๊อกตามรอบล็อต และต้องการให้มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบการเงินสะท้อนราคาตลาดปัจจุบัน
- เลือกวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก: เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการสั่งซื้อบ่อยครั้ง ราคาซื้อมีความผันผวนสูง และต้องการให้ต้นทุนต่อหน่วยมีความนิ่งสม่ำเสมอสำหรับการตั้งราคาขาย
- เลือกวิธีราคาเจาะจง: เหมาะสำหรับสินค้ามูลค่าสูง แต่ละชิ้นสามารถระบุรหัสเฉพาะและไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้
เมื่อเลือกใช้วิธีคำนวณต้นทุนใดแล้ว กิจการต้องถือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดว่า การเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณราคาทุนจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน จึงไม่สามารถเปลี่ยนวิธีเองได้ตามอำเภอใจ
ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อแตกต่างของระบบสต๊อกได้ที่บทความ ระบบสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่องและแบบสิ้นงวด และต่อยอดการตั้งราคาได้ที่ วิธีคำนวณต้นทุน
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ FIFO และ FEFO
- FEFO ไม่ใช่วิธีคิดต้นทุนทางบัญชี: กิจการที่บริหารคลังตามวันหมดอายุ (FEFO) ยังคงต้องเลือกวิธีคิดต้นทุน 1 ใน 3 วิธีตามมาตรฐานบัญชี
- ต้นทุนสินค้าของกิจการจด VAT ไม่รวมภาษีซื้อ: เนื่องจากภาษีซื้อสามารถนำไปขอคืนหรือหักกลบกับภาษีขายได้ตามกฎหมาย
- ต้นทุนสินค้าต้องรวมค่าใช้จ่ายจัดหา: ค่าขนส่งสินค้าเข้าคลัง ค่าธรรมเนียมการนำเข้า และค่าใช้จ่ายเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ให้นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้า แต่ไม่รวมค่าขนส่งไปส่งให้ลูกค้า
- การตัดจ่ายสินค้าเสียหาย: สินค้าที่หมดอายุ ชำรุด หรือสูญหาย ต้องทำเรื่องตัดจำหน่ายออกจากบัญชีคลังสินค้าพร้อมหลักฐานประกอบ และไม่นับเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด
- ตัวเลขในบทความเป็นกรณีศึกษา: กิจการควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเพื่อกำหนดนโยบายบัญชีสินค้าคงเหลือให้เหมาะสมกับธุรกิจ
สรุป – FIFO หัวใจสำคัญของการจัดการสต๊อกและคำนวณต้นทุนสินค้า
FIFO หรือหลักการเข้าก่อนออกก่อน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ได้ทั้งในด้านการบริหารจัดการคลังสินค้าทางกายภาพเพื่อป้องกันสินค้าเก่าตกค้าง และเป็นวิธีคำนวณต้นทุนขายทางบัญชีที่สะท้อนมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบัน สำหรับสินค้าที่มีวันหมดอายุ ธุรกิจสามารถผสานการหยิบของแบบ FEFO เข้ากับการคำนวณต้นทุนแบบ FIFO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ตัวเลขกำไรและงบการเงินของกิจการมีความถูกต้องและพร้อมสำหรับการวางแผนภาษี
เริ่มต้นจัดการสต๊อกตั้งแต่วันนี้ด้วยการสำรวจสินค้าในคลัง จัดหมวดหมู่ล็อตการรับเข้าและวันหมดอายุให้ชัดเจน เพื่อสร้างระบบคลังสินค้าและงานบัญชีที่แม่นยำ
ตัดสต๊อกและดูต้นทุนขายจากข้อมูลจริงด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีระบบบริหารจัดการ สต๊อกสินค้า ที่ช่วยตัดสต๊อกอัตโนมัติทันทีเมื่อเปิดบิลขาย พร้อมคำนวณต้นทุนขายและจัดทำ รายงานสินค้าคงเหลือ และ รายงานความเคลื่อนไหวสินค้ารายตัว ให้ผู้ประกอบการตรวจสอบยอดสินค้าจริงกับตัวเลขในระบบได้ตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการควบคุมสต๊อกและต้นทุนสินค้าของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้
ศึกษาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ คู่มือจัดการสต๊อกสินค้า คลังความรู้ในหมวด บทความด้านบัญชี และหมวด บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
- สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์: คู่มือมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2)
- กรมสรรพากร: บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO
FIFO ย่อมาจากอะไร และแปลว่าอะไร
FIFO ย่อมาจากคำว่า First In, First Out แปลว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ออกเสียงอ่านว่า ไฟโฟ ในทางบัญชีหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือที่สมมติให้สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ
LIFO กับ FIFO ต่างกันอย่างไร
FIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อน ส่วน LIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาหลังสุด ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้ต้นทุนขายสูงกว่าและแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือต่ำกว่า ทั้งนี้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยได้ยกเลิกวิธี LIFO แล้ว
บัญชีเข้าก่อนออกก่อน คือ FIFO ใช่ไหม
ถูกต้อง วิธีเข้าก่อนออกก่อนในภาษาบัญชีไทยคือวิธี FIFO ใช้สำหรับคำนวณต้นทุนขายและมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด โดยถือสมมติฐานว่าสินค้าล็อตแรกถูกจำหน่ายออกไปก่อน
หยิบสินค้าแบบ FEFO แต่คิดต้นทุนแบบ FIFO ได้ไหม
สามารถทำได้ สำหรับสินค้าที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ เนื่องจาก FIFO ในทางบัญชีเป็นเพียงสมมติฐานการไหลของต้นทุน ไม่ได้บังคับว่าสินค้าที่หยิบออกไปจริงจะต้องเป็นชิ้นเดียวกับล็อตที่ตัดต้นทุนทางบัญชี
เปลี่ยนจาก FIFO เป็นถัวเฉลี่ยได้ไหม
ในทางภาษีจะต้องยื่นคำขอและได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) ส่วนในทางบัญชีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีที่ต้องมีเหตุผลอันสมควรและต้องเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
FIFO เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
เหมาะกับธุรกิจซื้อมาขายไป ค้าส่ง ค้าปลีก และโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดียวกันหมุนเวียนหลายล็อต เช่น ธุรกิจอาหาร วัสดุก่อสร้าง อะไหล่ และบรรจุภัณฑ์ โดยสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัดควรใช้หลัก FEFO ในการหยิบของควบคู่ไปด้วย
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
