
MRR MLR MOR คืออะไร และสำคัญอย่างไร
MRR MLR MOR คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งประกาศเอง ใช้เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับลูกค้าชั้นดี 3 กลุ่ม MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลาของลูกค้ารายใหญ่ MOR ใช้กับวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) และ MRR ใช้กับลูกค้ารายย่อย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้
คำว่าลอยตัวหมายถึงอัตราที่ขึ้นลงได้ตามต้นทุนของธนาคาร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงสัญญา สัญญาเงินกู้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เขียนว่า 7% ตรง ๆ แต่เขียนว่า “MLR + 0.5%” หรือ “MRR − 2.75%” ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่
สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน
- ดอกเบี้ยวงเงิน OD และเงินกู้ระยะยาวของธุรกิจผูกกับ MOR และ MLR โดยตรง ถ้าอัตราอ้างอิงขยับ 0.25% เงินกู้ 2 ล้านบาทจะมีดอกเบี้ยต่างกันปีละ 5,000 บาท
- การอ่านสัญญาออกว่า “บวก” หรือ “ลบ” จากอัตราไหน ทำให้เทียบข้อเสนอของหลายธนาคารได้ตรงกว่าการดูแค่ตัวเลขโปรโมชันปีแรก
- ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ต้องบันทึกบัญชีทุกงวด ถ้าคำนวณไม่ตรงกับที่ธนาคารตัดจริง ยอดในงบการเงินจะคลาดเคลื่อน
ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณบี เจ้าของบริษัทผลิตเบเกอรี่ส่งร้านกาแฟ ที่กำลังจะกู้เงินระยะยาว 2,000,000 บาทเพื่อซื้อเตาอบใหม่ และมีวงเงิน OD 500,000 บาทไว้หมุนจ่ายค่าวัตถุดิบ
MLR คืออะไร ใช้กับสินเชื่อแบบไหน
MLR ย่อมาจาก Minimum Loan Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับเงินกู้แบบมีระยะเวลา เช่น เงินกู้ซื้อเครื่องจักร เงินกู้ขยายโรงงาน หรือเงินกู้ที่ผ่อนเป็นงวดหลายปี
ลูกค้าธุรกิจที่ไม่ใช่รายใหญ่ชั้นดีมักได้อัตรา MLR บวกส่วนต่าง เช่น MLR + 0.5% หรือ MLR + 1% ส่วนต่างนี้ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการ หลักประกัน และประวัติการชำระหนี้
MOR คืออะไร ทำไมวงเงิน OD ใช้อัตรานี้
MOR ย่อมาจาก Minimum Overdraft Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD ซึ่งเป็นวงเงินที่ให้ถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้เกินยอดที่มีอยู่
OD ใช้อัตราแยกจากเงินกู้ระยะยาว เพราะลักษณะการใช้ต่างกัน เงินกู้ระยะยาวมียอดคงค้างและงวดผ่อนชัดเจน แต่ OD ถูกเบิกและคืนสลับไปมาได้ทุกวัน ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกเกินจริงและนับตามจำนวนวัน รายละเอียดวงเงินประเภทนี้อ่านต่อได้ที่บทความ สินเชื่อ OD คืออะไร
MRR คืออะไร ใครได้อัตรานี้
MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล คนที่กู้ซื้อบ้านจึงคุ้นกับคำว่า MRR มากที่สุด
ธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่กู้ในนามบุคคลธรรมดาก็อาจถูกคิดดอกเบี้ยจาก MRR ได้ ขึ้นกับประเภทสินเชื่อที่ธนาคารจัดให้ จึงต้องดูในสัญญาว่าอ้างอิงอัตราไหน
MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร
ทั้ง 3 อัตราเป็นอัตราอ้างอิงแบบลอยตัวของธนาคารเดียวกัน แต่ต่างกันที่กลุ่มลูกค้าและประเภทสินเชื่อ ตารางนี้สรุปความต่างและตัวอย่างการใช้ของคุณบี
| อัตรา | ชื่อเต็ม | ลูกค้าที่อ้างอิง | ประเภทสินเชื่อ | ตัวอย่างของคุณบี |
|---|---|---|---|---|
| MLR | Minimum Loan Rate | รายใหญ่ชั้นดี | เงินกู้มีระยะเวลา | เงินกู้ซื้อเตาอบ 2,000,000 บาท ผ่อน 5 ปี |
| MOR | Minimum Overdraft Rate | รายใหญ่ชั้นดี | วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) | วงเงิน OD 500,000 บาท |
| MRR | Minimum Retail Rate | รายย่อยชั้นดี | สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล | สินเชื่อบ้านส่วนตัวของคุณบี |
ในทางปฏิบัติ MRR มักสูงกว่า MLR และ MOR เพราะลูกค้ารายย่อยมีความเสี่ยงต่อรายสูงกว่าและต้นทุนการดูแลต่อบัญชีสูงกว่า แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกธนาคาร บางแห่งตั้ง MOR สูงกว่า MLR และบางแห่งกลับกัน
ทำไมแต่ละธนาคารประกาศอัตราไม่เท่ากัน
แต่ละธนาคารกำหนด MLR MOR MRR เองจากต้นทุนของตัวเอง ไม่มีหน่วยงานใดกำหนดตัวเลขกลางให้ทุกแห่งใช้ร่วมกัน ต้นทุนที่ต่างกันมาจากหลายเรื่อง
- ต้นทุนเงินฝาก: ธนาคารที่มีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยต่ำจำนวนมาก มีต้นทุนเงินต่ำกว่าธนาคารที่ต้องพึ่งเงินฝากประจำหรือการออกหุ้นกู้
- กลุ่มลูกค้าหลัก: ธนาคารที่เน้นลูกค้าธุรกิจรายใหญ่มักแข่งกันที่ MLR และ MOR ส่วนธนาคารที่เน้นสินเชื่อบ้านและรายย่อยจะให้ความสำคัญกับ MRR
- ความเสี่ยงหนี้เสีย: ถ้าลูกค้าในพอร์ตผิดนัดชำระมาก ธนาคารต้องกันเงินสำรองมากขึ้นและสะท้อนกลับมาในอัตราเงินกู้
ผลคือในวันเดียวกัน MLR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งต่างกันได้ถึง 0.65% และ MRR ต่างกันได้เกิน 0.6% การเทียบข้อเสนอจึงต้องเทียบทั้งอัตราอ้างอิงของธนาคารนั้นและส่วนต่างในสัญญา
อัตรา MRR MLR MOR ปัจจุบันของธนาคารใหญ่เท่าไร
ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่อินโฟเควสท์เผยแพร่ อัตราของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่งเป็นดังนี้ (% ต่อปี)
| ธนาคาร | MLR | MOR | MRR |
|---|---|---|---|
| กรุงเทพ | 6.350 | 6.500 | 6.500 |
| กสิกรไทย | 6.520 | 6.340 | 6.580 |
| กรุงไทย | 6.300 | 6.270 | 6.845 |
| ไทยพาณิชย์ | 6.350 | 6.275 | 6.575 |
| กรุงศรีอยุธยา | 6.550 | 6.375 | 6.670 |
| ทหารไทยธนชาต (ttb) | 6.950 | 6.600 | 7.105 |
อัตราของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ในตารางตรงกับประกาศของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ ที่มีผลตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569
ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดีเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยจริงถูกที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายจริงต้องบวกหรือลบส่วนต่างตามสัญญาของแต่ละราย ก่อนตัดสินใจกู้ ให้ตรวจอัตราล่าสุดจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประกาศของธนาคารนั้นอีกครั้ง
ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบาย
MLR MOR MRR ขยับตามดอกเบี้ยนโยบายเพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดต้นทุนเงินในระบบ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย ต้นทุนเงินของธนาคารลดลง ธนาคารจึงมักลดอัตราเงินกู้ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องลดเท่ากัน
ตัวอย่างจริงในปี 2569 คือ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นธนาคารใหญ่ทยอยลดอัตราเงินกู้ มีผลวันที่ 2 มีนาคม 2569 แต่ลดน้อยกว่า 0.25% ทุกตัว
| อัตราของไทยพาณิชย์ | ก่อน 2 มี.ค. 2569 | ตั้งแต่ 2 มี.ค. 2569 | ลดลง |
|---|---|---|---|
| MLR | 6.400% | 6.350% | 0.050% |
| MOR | 6.425% | 6.275% | 0.150% |
| MRR | 6.675% | 6.575% | 0.100% |
อัตราใหม่ตรงกับประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนอัตราเดิมอ้างอิงจากรายงานของฐานเศรษฐกิจ
เหตุที่ลดไม่เท่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้นทุนของธนาคารไม่ได้มาจากดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว ยังมีดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงหนี้เสียของลูกค้าแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตามผลการประชุมครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 สิงหาคม 2569
อ่าน “MRR − 2.75%” หรือ “MOR + 1%” อย่างไร
ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกหรือลบคือส่วนต่างที่ตกลงกันในสัญญา ส่วนอัตรา MRR MLR หรือ MOR ข้างหน้าคืออัตราลอยตัวที่ธนาคารประกาศ ณ วันที่คิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจริงจึงเท่ากับอัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่าง
| ข้อความในสัญญา | อัตราอ้างอิง ณ 9 ต.ค. 2569 (ตัวอย่าง) | ดอกเบี้ยจริงต่อปี |
|---|---|---|
| MRR − 2.75% | MRR 6.58% | 6.58 − 2.75 = 3.83% |
| MLR + 0.5% | MLR 6.52% | 6.52 + 0.5 = 7.02% |
| MOR + 1% | MOR 6.34% | 6.34 + 1 = 7.34% |
ตัวอย่างในตารางใช้อัตราประกาศของธนาคารแห่งหนึ่งจากตารางก่อนหน้า สิ่งที่ต้องจำคือ ส่วนต่างในสัญญามักคงที่ตลอดช่วงที่ระบุไว้ แต่อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ ถ้าธนาคารลด MLR ลง 0.25% ดอกเบี้ยของสัญญา “MLR + 0.5%” ก็ลดลง 0.25% ตาม
การเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารต้องรวมทั้งสองส่วนเสมอ สมมติคุณบีได้ข้อเสนอวงเงิน OD จาก 2 ธนาคาร และคาดว่าจะเบิกใช้เฉลี่ย 300,000 บาทตลอดปี
| ข้อเสนอ | MOR ของธนาคาร | ส่วนต่าง | ดอกเบี้ยจริง | ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ |
|---|---|---|---|---|
| ธนาคาร ก | 6.34% | + 1.00% | 7.34% | 22,020 บาท |
| ธนาคาร ข | 6.275% | + 1.25% | 7.525% | 22,575 บาท |
ธนาคาร ข ประกาศ MOR ต่ำกว่า แต่ส่วนต่างสูงกว่า ดอกเบี้ยรวมจึงแพงกว่าธนาคาร ก ประมาณ 555 บาทต่อปี ถ้าดูแค่อัตราประกาศจะเลือกผิด
สัญญาสินเชื่อบ้านมักเขียนส่วนต่างเป็นช่วง เช่น ปีที่ 1–3 เป็น MRR − 2.75% แล้วปีที่ 4 เป็นต้นไปเป็น MRR − 1.5% ดอกเบี้ยจริงจะกระโดดขึ้นตอนเปลี่ยนช่วง แม้ MRR ไม่ขยับเลยก็ตาม
คำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ OD ที่คิดจาก MOR อย่างไร
ธนาคารคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวเป็นรายวันจากยอดเงินต้นคงค้าง สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งเงินกู้ระยะยาวและ OD คือ
ดอกเบี้ย = ยอดเงินต้นคงค้าง × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365
กลับมาที่คุณบี สมมติธนาคารคิดเงินกู้ซื้อเตาอบที่ MLR + 0.5% และวงเงิน OD ที่ MOR + 1% โดยใช้อัตราจากตารางของธนาคารแห่งหนึ่งข้างบน
| รายการ | เงินกู้ซื้อเตาอบ | วงเงิน OD |
|---|---|---|
| อัตราในสัญญา | MLR + 0.5% = 7.02% | MOR + 1% = 7.34% |
| ยอดที่ใช้คิดดอกเบี้ย | เงินต้นคงค้าง 2,000,000 บาท | เบิกเกินบัญชีจริง 300,000 บาท |
| จำนวนวัน | 31 วัน (งวดแรก) | 20 วัน |
| การคำนวณ | 2,000,000 × 7.02% × 31 ÷ 365 | 300,000 × 7.34% × 20 ÷ 365 |
| ดอกเบี้ย | 11,924.38 บาท | 1,206.58 บาท |
OD ของคุณบีมีวงเงิน 500,000 บาท แต่ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะ 300,000 บาทที่เบิกใช้จริงและเฉพาะ 20 วันที่ใช้ ถ้าคุณบีโอนเงินเข้าบัญชีคืนเร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดตาม นี่คือเหตุผลที่ OD เหมาะกับการหมุนเงินระยะสั้น ไม่เหมาะกับการซื้อทรัพย์สินที่ใช้หลายปี
ส่วนเงินกู้ซื้อเตาอบ เมื่อคุณบีผ่อนงวดแรกแล้ว เงินต้นคงค้างจะลดลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปจึงต่ำลงเรื่อย ๆ ถ้าค่างวดเท่าเดิม ส่วนที่ไปตัดเงินต้นจะมากขึ้นทุกงวด
ถ้า MLR ขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนเท่าไร
ส่วนต่าง + 0.5% ในสัญญาของคุณบีคงที่ แต่ MLR ขยับได้ ตารางนี้ประมาณดอกเบี้ยปีแรกบนเงินต้น 2,000,000 บาท โดยยังไม่หักเงินต้นที่ผ่อนไประหว่างปี เพื่อให้เห็นผลของการเปลี่ยนอัตราอย่างเดียว
| MLR เปลี่ยน | MLR | ดอกเบี้ยตามสัญญา (MLR + 0.5%) | ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ |
|---|---|---|---|
| ลดลง 0.25% | 6.27% | 6.77% | 135,400 บาท |
| เท่าเดิม | 6.52% | 7.02% | 140,400 บาท |
| เพิ่มขึ้น 0.25% | 6.77% | 7.27% | 145,400 บาท |
| เพิ่มขึ้น 0.50% | 7.02% | 7.52% | 150,400 บาท |
ทุก 0.25% ที่ MLR ขยับ ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนประมาณ 5,000 บาทต่อปี ถ้าเงินกู้ใหญ่ขึ้นหรือมีหลายสัญญา ตัวเลขนี้จะคูณขึ้นตาม จึงควรเผื่อดอกเบี้ยขาขึ้นไว้ในประมาณการกระแสเงินสดอย่างน้อย 0.5%
บันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่ายอย่างไร
เมื่อธนาคารตัดดอกเบี้ยเงินกู้งวดแรก 11,924.38 บาทจากบัญชีของบริษัท ฝ่ายบัญชีบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินดังนี้
| บัญชี | เดบิต | เครดิต |
|---|---|---|
| ดอกเบี้ยจ่าย | 11,924.38 | |
| เงินฝากธนาคาร | 11,924.38 |
ดอกเบี้ย OD บันทึกแบบเดียวกันเมื่อธนาคารตัดบัญชี ถ้าสิ้นงวดบัญชีแล้วธนาคารยังไม่ตัดดอกเบี้ยของวันที่ใช้ไปแล้ว ให้บันทึกดอกเบี้ยค้างจ่ายสำหรับวันเหล่านั้น หมวดบัญชีและเงื่อนไขการนำดอกเบี้ยไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีอ่านต่อได้ที่บทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน
SME ควรเลือกสินเชื่อแบบไหน และเตรียมตัวต่อรองดอกเบี้ยอย่างไร
เลือกตามอายุของสิ่งที่จะใช้เงิน ใช้เงินกู้มีระยะเวลาที่อ้างอิง MLR กับทรัพย์สินที่ใช้งานหลายปี และใช้ OD ที่อ้างอิง MOR กับรายจ่ายหมุนเวียนที่จะได้เงินคืนเร็ว ถ้าใช้ OD ซื้อเครื่องจักร วงเงินจะค้างเต็มนานและดอกเบี้ยรวมสูงกว่าที่ควร
| ความต้องการใช้เงิน | สินเชื่อที่เหมาะ | อัตราอ้างอิงที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| ซื้อเครื่องจักร รถ หรือปรับปรุงสถานที่ | เงินกู้มีระยะเวลา | MLR ± ส่วนต่าง |
| จ่ายค่าวัตถุดิบก่อนลูกค้าโอนเงิน | วงเงิน OD | MOR ± ส่วนต่าง |
| ใช้เงินส่วนตัวของเจ้าของ | สินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน | MRR ± ส่วนต่าง |
ส่วนต่างที่ SME ได้รับขึ้นกับความเสี่ยงที่ธนาคารประเมิน เอกสารที่ช่วยให้ธนาคารประเมินได้ง่ายขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง
- งบการเงินย้อนหลังที่ปิดบัญชีตรงเวลาและตรงกับยอดในบัญชีธนาคาร ขั้นตอนดูได้ที่บทความ วิธีจัดทำงบการเงิน
- รายการเดินบัญชีที่แสดงเงินเข้าออกสม่ำเสมอ ไม่มีรายการเงินสดที่อธิบายไม่ได้
- ประวัติการชำระหนี้เดิมตรงเวลา
- หลักประกันหรือผู้ค้ำประกันตามที่ธนาคารกำหนด
ก่อนเซ็นสัญญา ให้ขอข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 2 ธนาคาร แล้วเทียบที่อัตราอ้างอิงบวกส่วนต่างในแต่ละช่วงปี ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก
ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ MRR MLR MOR
จากประสบการณ์ ผู้ประกอบการหลายรายรู้ตัวว่าดอกเบี้ยเปลี่ยนก็ตอนเห็นยอดตัดบัญชีไม่เท่าเดือนก่อน ทั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว
- อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ตลอดอายุสัญญา ไม่ได้ล็อกไว้ตั้งแต่วันกู้ ควรติดตามผลประชุม กนง. และประกาศอัตราของธนาคารที่ใช้อยู่
- อัตราของธนาคารหนึ่งไม่ได้ใช้กับอีกธนาคาร ถ้ามีเงินกู้หลายธนาคาร ต้องดู MLR MOR MRR ของแต่ละแห่งแยกกัน
- ดอกเบี้ยเป็นต้นทุนเพียงส่วนหนึ่ง สัญญาเงินกู้อาจมีค่าธรรมเนียมเปิดวงเงิน ค่าธรรมเนียมรายปีของ OD หรือค่าปรับชำระหนี้ก่อนกำหนด ควรขอตารางค่าธรรมเนียมมาเทียบพร้อมกัน
- ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายให้ธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ากู้จากบุคคลธรรมดาหรือบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ต้องตรวจหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายดอกเบี้ยทุกงวด รายละเอียดอยู่ในบทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน
- ตัวอักษร MRR ในวงการธุรกิจออนไลน์มักหมายถึงรายได้ประจำต่อเดือน ไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ย ต้องดูบริบทก่อนตีความ
สรุป – MRR MLR MOR ต้องจำอะไรบ้าง
MRR MLR MOR ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ธุรกิจจ่ายจริง แต่เป็นฐานที่ใช้คำนวณ ดอกเบี้ยจริงคืออัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา และขยับทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่
- MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลา MOR ใช้กับวงเงิน OD และ MRR ใช้กับสินเชื่อรายย่อย ทั้ง 3 เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดี
- ณ 9 ตุลาคม 2569 ธนาคารใหญ่ 6 แห่งมี MLR 6.30–6.95% MOR 6.27–6.60% และ MRR 6.50–7.105% ต่อปี
- ดอกเบี้ยคิดรายวันจากยอดคงค้าง ใช้สูตร ยอดเงินต้น × อัตรา × จำนวนวัน ÷ 365
- เลือกเงินกู้ระยะยาวสำหรับทรัพย์สินที่ใช้หลายปี และใช้ OD กับเงินหมุนเวียนระยะสั้น
ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองหยิบสัญญาเงินกู้และวงเงิน OD ที่มีอยู่ออกมา จดว่าแต่ละสัญญาอ้างอิงอัตราไหน บวกหรือลบเท่าไร แล้วคำนวณดอกเบี้ยจริงตามอัตราล่าสุดของธนาคารนั้น
ธนาคารประเมินส่วนต่างดอกเบี้ยจากงบการเงินและรายการเดินบัญชี ยิ่งข้อมูลบัญชีครบและตรงกับบัญชีธนาคาร การขอวงเงินหรือต่อรองอัตราก็ยิ่งง่ายขึ้น
โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกรายการรับจ่ายรวมถึงดอกเบี้ยจ่ายไว้ในระบบเดียว และพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินแบบเทียบงวดเป็นไฟล์ Excel ไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินใน PEAK
ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
- ธนาคารแห่งประเทศไทย – อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่และลอยตัว (MLR MOR MRR)
- ธนาคารแห่งประเทศไทย – อัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารพาณิชย์
- ธนาคารแห่งประเทศไทย – ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 4/2569
- อินโฟเควสท์ – อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2569
- ธนาคารกสิกรไทย – ลดดอกเบี้ยเงินกู้ มีผล 2 มีนาคม 2569
- ธนาคารไทยพาณิชย์ – ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ มีผล 2 มีนาคม 2569
- ฐานเศรษฐกิจ – ไทยพาณิชย์ปรับลด MLR MOR MRR มีผล 2 มีนาคม 2569
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MRR MLR MOR
MRR กับ MLR อันไหนดีกว่ากัน
ไม่มีอันไหนดีกว่าโดยตัวเอง เพราะเป็นอัตราอ้างอิงของสินเชื่อคนละประเภท สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยจริงหลังบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา เช่น MRR − 2.75% อาจถูกกว่า MLR + 0.5% แม้ MRR จะสูงกว่า MLR ก็ตาม
MRR ปัจจุบันเท่าไร
ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 MRR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งอยู่ระหว่าง 6.50% ถึง 7.105% ต่อปี อัตรานี้เปลี่ยนได้ทุกเมื่อที่ธนาคารประกาศ ควรเช็กจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเว็บไซต์ธนาคารก่อนใช้คำนวณ
ดอกเบี้ยลอยตัวกับดอกเบี้ยคงที่ต่างกันอย่างไร
ดอกเบี้ยคงที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงที่ตกลง ไม่ขึ้นลงตามต้นทุนของธนาคาร ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวผูกกับ MLR MOR หรือ MRR จึงขึ้นลงตามที่ธนาคารประกาศ ดอกเบี้ยคงที่วางแผนง่ายกว่า แต่ไม่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง
ดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม
ได้ ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำมาใช้ในกิจการจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน ดอกเบี้ยจ่ายจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ส่วนเงินกู้ที่เจ้าของนำไปใช้ส่วนตัวหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้
MRR ในธุรกิจ SaaS คืออะไร
ในธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก MRR ย่อมาจาก Monthly Recurring Revenue คือรายได้ประจำต่อเดือนจากค่าสมาชิก เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจ ไม่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย Minimum Retail Rate ของธนาคาร
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
