Table of Contents

MRR MLR MOR คืออะไร และสำคัญอย่างไร

MRR MLR MOR คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งประกาศเอง ใช้เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับลูกค้าชั้นดี 3 กลุ่ม MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลาของลูกค้ารายใหญ่ MOR ใช้กับวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) และ MRR ใช้กับลูกค้ารายย่อย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้

คำว่าลอยตัวหมายถึงอัตราที่ขึ้นลงได้ตามต้นทุนของธนาคาร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงสัญญา สัญญาเงินกู้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เขียนว่า 7% ตรง ๆ แต่เขียนว่า “MLR + 0.5%” หรือ “MRR − 2.75%” ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่

สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน

  • ดอกเบี้ยวงเงิน OD และเงินกู้ระยะยาวของธุรกิจผูกกับ MOR และ MLR โดยตรง ถ้าอัตราอ้างอิงขยับ 0.25% เงินกู้ 2 ล้านบาทจะมีดอกเบี้ยต่างกันปีละ 5,000 บาท
  • การอ่านสัญญาออกว่า “บวก” หรือ “ลบ” จากอัตราไหน ทำให้เทียบข้อเสนอของหลายธนาคารได้ตรงกว่าการดูแค่ตัวเลขโปรโมชันปีแรก
  • ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ต้องบันทึกบัญชีทุกงวด ถ้าคำนวณไม่ตรงกับที่ธนาคารตัดจริง ยอดในงบการเงินจะคลาดเคลื่อน

ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณบี เจ้าของบริษัทผลิตเบเกอรี่ส่งร้านกาแฟ ที่กำลังจะกู้เงินระยะยาว 2,000,000 บาทเพื่อซื้อเตาอบใหม่ และมีวงเงิน OD 500,000 บาทไว้หมุนจ่ายค่าวัตถุดิบ


MLR คืออะไร ใช้กับสินเชื่อแบบไหน

MLR ย่อมาจาก Minimum Loan Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับเงินกู้แบบมีระยะเวลา เช่น เงินกู้ซื้อเครื่องจักร เงินกู้ขยายโรงงาน หรือเงินกู้ที่ผ่อนเป็นงวดหลายปี

ลูกค้าธุรกิจที่ไม่ใช่รายใหญ่ชั้นดีมักได้อัตรา MLR บวกส่วนต่าง เช่น MLR + 0.5% หรือ MLR + 1% ส่วนต่างนี้ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการ หลักประกัน และประวัติการชำระหนี้

MOR คืออะไร ทำไมวงเงิน OD ใช้อัตรานี้

MOR ย่อมาจาก Minimum Overdraft Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD ซึ่งเป็นวงเงินที่ให้ถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้เกินยอดที่มีอยู่

OD ใช้อัตราแยกจากเงินกู้ระยะยาว เพราะลักษณะการใช้ต่างกัน เงินกู้ระยะยาวมียอดคงค้างและงวดผ่อนชัดเจน แต่ OD ถูกเบิกและคืนสลับไปมาได้ทุกวัน ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกเกินจริงและนับตามจำนวนวัน รายละเอียดวงเงินประเภทนี้อ่านต่อได้ที่บทความ สินเชื่อ OD คืออะไร

MRR คืออะไร ใครได้อัตรานี้

MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล คนที่กู้ซื้อบ้านจึงคุ้นกับคำว่า MRR มากที่สุด

ธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่กู้ในนามบุคคลธรรมดาก็อาจถูกคิดดอกเบี้ยจาก MRR ได้ ขึ้นกับประเภทสินเชื่อที่ธนาคารจัดให้ จึงต้องดูในสัญญาว่าอ้างอิงอัตราไหน


MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร

ทั้ง 3 อัตราเป็นอัตราอ้างอิงแบบลอยตัวของธนาคารเดียวกัน แต่ต่างกันที่กลุ่มลูกค้าและประเภทสินเชื่อ ตารางนี้สรุปความต่างและตัวอย่างการใช้ของคุณบี

อัตราชื่อเต็มลูกค้าที่อ้างอิงประเภทสินเชื่อตัวอย่างของคุณบี
MLRMinimum Loan Rateรายใหญ่ชั้นดีเงินกู้มีระยะเวลาเงินกู้ซื้อเตาอบ 2,000,000 บาท ผ่อน 5 ปี
MORMinimum Overdraft Rateรายใหญ่ชั้นดีวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD)วงเงิน OD 500,000 บาท
MRRMinimum Retail Rateรายย่อยชั้นดีสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคลสินเชื่อบ้านส่วนตัวของคุณบี

ในทางปฏิบัติ MRR มักสูงกว่า MLR และ MOR เพราะลูกค้ารายย่อยมีความเสี่ยงต่อรายสูงกว่าและต้นทุนการดูแลต่อบัญชีสูงกว่า แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกธนาคาร บางแห่งตั้ง MOR สูงกว่า MLR และบางแห่งกลับกัน

ทำไมแต่ละธนาคารประกาศอัตราไม่เท่ากัน

แต่ละธนาคารกำหนด MLR MOR MRR เองจากต้นทุนของตัวเอง ไม่มีหน่วยงานใดกำหนดตัวเลขกลางให้ทุกแห่งใช้ร่วมกัน ต้นทุนที่ต่างกันมาจากหลายเรื่อง

  • ต้นทุนเงินฝาก: ธนาคารที่มีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยต่ำจำนวนมาก มีต้นทุนเงินต่ำกว่าธนาคารที่ต้องพึ่งเงินฝากประจำหรือการออกหุ้นกู้
  • กลุ่มลูกค้าหลัก: ธนาคารที่เน้นลูกค้าธุรกิจรายใหญ่มักแข่งกันที่ MLR และ MOR ส่วนธนาคารที่เน้นสินเชื่อบ้านและรายย่อยจะให้ความสำคัญกับ MRR
  • ความเสี่ยงหนี้เสีย: ถ้าลูกค้าในพอร์ตผิดนัดชำระมาก ธนาคารต้องกันเงินสำรองมากขึ้นและสะท้อนกลับมาในอัตราเงินกู้

ผลคือในวันเดียวกัน MLR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งต่างกันได้ถึง 0.65% และ MRR ต่างกันได้เกิน 0.6% การเทียบข้อเสนอจึงต้องเทียบทั้งอัตราอ้างอิงของธนาคารนั้นและส่วนต่างในสัญญา


อัตรา MRR MLR MOR ปัจจุบันของธนาคารใหญ่เท่าไร

ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่อินโฟเควสท์เผยแพร่ อัตราของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่งเป็นดังนี้ (% ต่อปี)

ธนาคารMLRMORMRR
กรุงเทพ6.3506.5006.500
กสิกรไทย6.5206.3406.580
กรุงไทย6.3006.2706.845
ไทยพาณิชย์6.3506.2756.575
กรุงศรีอยุธยา6.5506.3756.670
ทหารไทยธนชาต (ttb)6.9506.6007.105

อัตราของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ในตารางตรงกับประกาศของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ ที่มีผลตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569

ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดีเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยจริงถูกที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายจริงต้องบวกหรือลบส่วนต่างตามสัญญาของแต่ละราย ก่อนตัดสินใจกู้ ให้ตรวจอัตราล่าสุดจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประกาศของธนาคารนั้นอีกครั้ง


ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบาย

MLR MOR MRR ขยับตามดอกเบี้ยนโยบายเพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดต้นทุนเงินในระบบ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย ต้นทุนเงินของธนาคารลดลง ธนาคารจึงมักลดอัตราเงินกู้ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องลดเท่ากัน

ตัวอย่างจริงในปี 2569 คือ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นธนาคารใหญ่ทยอยลดอัตราเงินกู้ มีผลวันที่ 2 มีนาคม 2569 แต่ลดน้อยกว่า 0.25% ทุกตัว

อัตราของไทยพาณิชย์ก่อน 2 มี.ค. 2569ตั้งแต่ 2 มี.ค. 2569ลดลง
MLR6.400%6.350%0.050%
MOR6.425%6.275%0.150%
MRR6.675%6.575%0.100%

อัตราใหม่ตรงกับประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนอัตราเดิมอ้างอิงจากรายงานของฐานเศรษฐกิจ

เหตุที่ลดไม่เท่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้นทุนของธนาคารไม่ได้มาจากดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว ยังมีดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงหนี้เสียของลูกค้าแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตามผลการประชุมครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 สิงหาคม 2569

อ่าน “MRR − 2.75%” หรือ “MOR + 1%” อย่างไร

ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกหรือลบคือส่วนต่างที่ตกลงกันในสัญญา ส่วนอัตรา MRR MLR หรือ MOR ข้างหน้าคืออัตราลอยตัวที่ธนาคารประกาศ ณ วันที่คิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจริงจึงเท่ากับอัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่าง

ข้อความในสัญญาอัตราอ้างอิง ณ 9 ต.ค. 2569 (ตัวอย่าง)ดอกเบี้ยจริงต่อปี
MRR − 2.75%MRR 6.58%6.58 − 2.75 = 3.83%
MLR + 0.5%MLR 6.52%6.52 + 0.5 = 7.02%
MOR + 1%MOR 6.34%6.34 + 1 = 7.34%

ตัวอย่างในตารางใช้อัตราประกาศของธนาคารแห่งหนึ่งจากตารางก่อนหน้า สิ่งที่ต้องจำคือ ส่วนต่างในสัญญามักคงที่ตลอดช่วงที่ระบุไว้ แต่อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ ถ้าธนาคารลด MLR ลง 0.25% ดอกเบี้ยของสัญญา “MLR + 0.5%” ก็ลดลง 0.25% ตาม

การเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารต้องรวมทั้งสองส่วนเสมอ สมมติคุณบีได้ข้อเสนอวงเงิน OD จาก 2 ธนาคาร และคาดว่าจะเบิกใช้เฉลี่ย 300,000 บาทตลอดปี

ข้อเสนอMOR ของธนาคารส่วนต่างดอกเบี้ยจริงดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ
ธนาคาร ก6.34%+ 1.00%7.34%22,020 บาท
ธนาคาร ข6.275%+ 1.25%7.525%22,575 บาท

ธนาคาร ข ประกาศ MOR ต่ำกว่า แต่ส่วนต่างสูงกว่า ดอกเบี้ยรวมจึงแพงกว่าธนาคาร ก ประมาณ 555 บาทต่อปี ถ้าดูแค่อัตราประกาศจะเลือกผิด

สัญญาสินเชื่อบ้านมักเขียนส่วนต่างเป็นช่วง เช่น ปีที่ 1–3 เป็น MRR − 2.75% แล้วปีที่ 4 เป็นต้นไปเป็น MRR − 1.5% ดอกเบี้ยจริงจะกระโดดขึ้นตอนเปลี่ยนช่วง แม้ MRR ไม่ขยับเลยก็ตาม


คำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ OD ที่คิดจาก MOR อย่างไร

ธนาคารคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวเป็นรายวันจากยอดเงินต้นคงค้าง สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งเงินกู้ระยะยาวและ OD คือ

ดอกเบี้ย = ยอดเงินต้นคงค้าง × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365

กลับมาที่คุณบี สมมติธนาคารคิดเงินกู้ซื้อเตาอบที่ MLR + 0.5% และวงเงิน OD ที่ MOR + 1% โดยใช้อัตราจากตารางของธนาคารแห่งหนึ่งข้างบน

รายการเงินกู้ซื้อเตาอบวงเงิน OD
อัตราในสัญญาMLR + 0.5% = 7.02%MOR + 1% = 7.34%
ยอดที่ใช้คิดดอกเบี้ยเงินต้นคงค้าง 2,000,000 บาทเบิกเกินบัญชีจริง 300,000 บาท
จำนวนวัน31 วัน (งวดแรก)20 วัน
การคำนวณ2,000,000 × 7.02% × 31 ÷ 365300,000 × 7.34% × 20 ÷ 365
ดอกเบี้ย11,924.38 บาท1,206.58 บาท

OD ของคุณบีมีวงเงิน 500,000 บาท แต่ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะ 300,000 บาทที่เบิกใช้จริงและเฉพาะ 20 วันที่ใช้ ถ้าคุณบีโอนเงินเข้าบัญชีคืนเร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดตาม นี่คือเหตุผลที่ OD เหมาะกับการหมุนเงินระยะสั้น ไม่เหมาะกับการซื้อทรัพย์สินที่ใช้หลายปี

ส่วนเงินกู้ซื้อเตาอบ เมื่อคุณบีผ่อนงวดแรกแล้ว เงินต้นคงค้างจะลดลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปจึงต่ำลงเรื่อย ๆ ถ้าค่างวดเท่าเดิม ส่วนที่ไปตัดเงินต้นจะมากขึ้นทุกงวด

ถ้า MLR ขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนเท่าไร

ส่วนต่าง + 0.5% ในสัญญาของคุณบีคงที่ แต่ MLR ขยับได้ ตารางนี้ประมาณดอกเบี้ยปีแรกบนเงินต้น 2,000,000 บาท โดยยังไม่หักเงินต้นที่ผ่อนไประหว่างปี เพื่อให้เห็นผลของการเปลี่ยนอัตราอย่างเดียว

MLR เปลี่ยนMLRดอกเบี้ยตามสัญญา (MLR + 0.5%)ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ
ลดลง 0.25%6.27%6.77%135,400 บาท
เท่าเดิม6.52%7.02%140,400 บาท
เพิ่มขึ้น 0.25%6.77%7.27%145,400 บาท
เพิ่มขึ้น 0.50%7.02%7.52%150,400 บาท

ทุก 0.25% ที่ MLR ขยับ ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนประมาณ 5,000 บาทต่อปี ถ้าเงินกู้ใหญ่ขึ้นหรือมีหลายสัญญา ตัวเลขนี้จะคูณขึ้นตาม จึงควรเผื่อดอกเบี้ยขาขึ้นไว้ในประมาณการกระแสเงินสดอย่างน้อย 0.5%

บันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่ายอย่างไร

เมื่อธนาคารตัดดอกเบี้ยเงินกู้งวดแรก 11,924.38 บาทจากบัญชีของบริษัท ฝ่ายบัญชีบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินดังนี้

บัญชีเดบิตเครดิต
ดอกเบี้ยจ่าย11,924.38
เงินฝากธนาคาร11,924.38

ดอกเบี้ย OD บันทึกแบบเดียวกันเมื่อธนาคารตัดบัญชี ถ้าสิ้นงวดบัญชีแล้วธนาคารยังไม่ตัดดอกเบี้ยของวันที่ใช้ไปแล้ว ให้บันทึกดอกเบี้ยค้างจ่ายสำหรับวันเหล่านั้น หมวดบัญชีและเงื่อนไขการนำดอกเบี้ยไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีอ่านต่อได้ที่บทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน


SME ควรเลือกสินเชื่อแบบไหน และเตรียมตัวต่อรองดอกเบี้ยอย่างไร

เลือกตามอายุของสิ่งที่จะใช้เงิน ใช้เงินกู้มีระยะเวลาที่อ้างอิง MLR กับทรัพย์สินที่ใช้งานหลายปี และใช้ OD ที่อ้างอิง MOR กับรายจ่ายหมุนเวียนที่จะได้เงินคืนเร็ว ถ้าใช้ OD ซื้อเครื่องจักร วงเงินจะค้างเต็มนานและดอกเบี้ยรวมสูงกว่าที่ควร

ความต้องการใช้เงินสินเชื่อที่เหมาะอัตราอ้างอิงที่พบบ่อย
ซื้อเครื่องจักร รถ หรือปรับปรุงสถานที่เงินกู้มีระยะเวลาMLR ± ส่วนต่าง
จ่ายค่าวัตถุดิบก่อนลูกค้าโอนเงินวงเงิน ODMOR ± ส่วนต่าง
ใช้เงินส่วนตัวของเจ้าของสินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อบ้านMRR ± ส่วนต่าง

ส่วนต่างที่ SME ได้รับขึ้นกับความเสี่ยงที่ธนาคารประเมิน เอกสารที่ช่วยให้ธนาคารประเมินได้ง่ายขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง

  • งบการเงินย้อนหลังที่ปิดบัญชีตรงเวลาและตรงกับยอดในบัญชีธนาคาร ขั้นตอนดูได้ที่บทความ วิธีจัดทำงบการเงิน
  • รายการเดินบัญชีที่แสดงเงินเข้าออกสม่ำเสมอ ไม่มีรายการเงินสดที่อธิบายไม่ได้
  • ประวัติการชำระหนี้เดิมตรงเวลา
  • หลักประกันหรือผู้ค้ำประกันตามที่ธนาคารกำหนด

ก่อนเซ็นสัญญา ให้ขอข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 2 ธนาคาร แล้วเทียบที่อัตราอ้างอิงบวกส่วนต่างในแต่ละช่วงปี ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก

ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ MRR MLR MOR

จากประสบการณ์ ผู้ประกอบการหลายรายรู้ตัวว่าดอกเบี้ยเปลี่ยนก็ตอนเห็นยอดตัดบัญชีไม่เท่าเดือนก่อน ทั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว

  • อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ตลอดอายุสัญญา ไม่ได้ล็อกไว้ตั้งแต่วันกู้ ควรติดตามผลประชุม กนง. และประกาศอัตราของธนาคารที่ใช้อยู่
  • อัตราของธนาคารหนึ่งไม่ได้ใช้กับอีกธนาคาร ถ้ามีเงินกู้หลายธนาคาร ต้องดู MLR MOR MRR ของแต่ละแห่งแยกกัน
  • ดอกเบี้ยเป็นต้นทุนเพียงส่วนหนึ่ง สัญญาเงินกู้อาจมีค่าธรรมเนียมเปิดวงเงิน ค่าธรรมเนียมรายปีของ OD หรือค่าปรับชำระหนี้ก่อนกำหนด ควรขอตารางค่าธรรมเนียมมาเทียบพร้อมกัน
  • ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายให้ธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ากู้จากบุคคลธรรมดาหรือบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ต้องตรวจหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายดอกเบี้ยทุกงวด รายละเอียดอยู่ในบทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน
  • ตัวอักษร MRR ในวงการธุรกิจออนไลน์มักหมายถึงรายได้ประจำต่อเดือน ไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ย ต้องดูบริบทก่อนตีความ

สรุป – MRR MLR MOR ต้องจำอะไรบ้าง

MRR MLR MOR ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ธุรกิจจ่ายจริง แต่เป็นฐานที่ใช้คำนวณ ดอกเบี้ยจริงคืออัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา และขยับทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่

  • MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลา MOR ใช้กับวงเงิน OD และ MRR ใช้กับสินเชื่อรายย่อย ทั้ง 3 เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดี
  • ณ 9 ตุลาคม 2569 ธนาคารใหญ่ 6 แห่งมี MLR 6.30–6.95% MOR 6.27–6.60% และ MRR 6.50–7.105% ต่อปี
  • ดอกเบี้ยคิดรายวันจากยอดคงค้าง ใช้สูตร ยอดเงินต้น × อัตรา × จำนวนวัน ÷ 365
  • เลือกเงินกู้ระยะยาวสำหรับทรัพย์สินที่ใช้หลายปี และใช้ OD กับเงินหมุนเวียนระยะสั้น

ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองหยิบสัญญาเงินกู้และวงเงิน OD ที่มีอยู่ออกมา จดว่าแต่ละสัญญาอ้างอิงอัตราไหน บวกหรือลบเท่าไร แล้วคำนวณดอกเบี้ยจริงตามอัตราล่าสุดของธนาคารนั้น

ธนาคารประเมินส่วนต่างดอกเบี้ยจากงบการเงินและรายการเดินบัญชี ยิ่งข้อมูลบัญชีครบและตรงกับบัญชีธนาคาร การขอวงเงินหรือต่อรองอัตราก็ยิ่งง่ายขึ้น

โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกรายการรับจ่ายรวมถึงดอกเบี้ยจ่ายไว้ในระบบเดียว และพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินแบบเทียบงวดเป็นไฟล์ Excel ไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินใน PEAK

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK

แหล่งอ้างอิงข้อมูล


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MRR MLR MOR

MRR กับ MLR อันไหนดีกว่ากัน

ไม่มีอันไหนดีกว่าโดยตัวเอง เพราะเป็นอัตราอ้างอิงของสินเชื่อคนละประเภท สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยจริงหลังบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา เช่น MRR − 2.75% อาจถูกกว่า MLR + 0.5% แม้ MRR จะสูงกว่า MLR ก็ตาม

MRR ปัจจุบันเท่าไร

ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 MRR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งอยู่ระหว่าง 6.50% ถึง 7.105% ต่อปี อัตรานี้เปลี่ยนได้ทุกเมื่อที่ธนาคารประกาศ ควรเช็กจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเว็บไซต์ธนาคารก่อนใช้คำนวณ

ดอกเบี้ยลอยตัวกับดอกเบี้ยคงที่ต่างกันอย่างไร

ดอกเบี้ยคงที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงที่ตกลง ไม่ขึ้นลงตามต้นทุนของธนาคาร ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวผูกกับ MLR MOR หรือ MRR จึงขึ้นลงตามที่ธนาคารประกาศ ดอกเบี้ยคงที่วางแผนง่ายกว่า แต่ไม่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง

ดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม

ได้ ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำมาใช้ในกิจการจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน ดอกเบี้ยจ่ายจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ส่วนเงินกู้ที่เจ้าของนำไปใช้ส่วนตัวหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้

MRR ในธุรกิจ SaaS คืออะไร

ในธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก MRR ย่อมาจาก Monthly Recurring Revenue คือรายได้ประจำต่อเดือนจากค่าสมาชิก เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจ ไม่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย Minimum Retail Rate ของธนาคาร


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย