ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร หักค่าใช้จ่ายอย่างไร

ทุกคนที่มีรายได้ต้องเจอคำว่า “เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท” ตอนยื่นภาษี แต่หลายคนยังสับสนว่ารายได้ของตัวเองจัดอยู่ประเภทไหน และหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร บทความนี้สรุปครบทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตารางหักค่าใช้จ่ายและตัวอย่างคำนวณจริงที่เจ้าของธุรกิจ SME ใช้ได้ทันที เงินได้พึงประเมินคืออะไร เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ทุกรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาคำนวณภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพย์สินที่ตีเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ และเงินค่าภาษีที่คนอื่นออกแทนให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทให้พนักงานอยู่บ้านฟรี ค่าเช่าบ้านที่ประหยัดได้ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน เงินได้พึงประเมินจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปีภาษี ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เหตุผลที่กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท เพราะแต่ละอาชีพมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนรับเหมาก่อสร้างมีค่าวัสดุสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนมีต้นทุนต่ำ การแบ่งประเภทจึงช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นธรรม เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท โดยเรียกสั้นว่า 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้ ประเภทที่ 1 เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 2 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 2 รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า (มาตรา 40(2)) 40(2) คือ เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 3 ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 40(3)) เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการขายซอฟต์แวร์ หรือค่าสิทธิบัตร เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ ตามจริง หรือเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์จากการลงทุน ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะถือว่าไม่มีต้นทุนในการสร้างรายได้ ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน อาคาร ที่ดิน รถยนต์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมาตามประเภททรัพย์สิน เช่น บ้านและสิ่งปลูกสร้างเหมาได้ 30% ที่ดินเกษตร 20% ที่ดินอื่น 15% ยานพาหนะ 30% ทรัพย์สินอื่น 10% ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) มาตรา 40(6) ระบุวิชาชีพ 6 สาขา คือ กฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม รวมถึงวิชาชีพอื่นที่จะกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับแพทย์ และ 30% สำหรับวิชาชีพอื่น ประเภทที่ 7 รับเหมาก่อสร้าง (มาตรา 40(7)) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% ประเภทที่ 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ (มาตรา 40(8)) 40(8) คือ เงินได้จากธุรกิจ การค้า การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภทที่ 1 ถึง 7 ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือทำธุรกิจที่ปรึกษา เงินได้ 40(8) หักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60 ได้เฉพาะกิจการที่พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) กำหนดไว้ ยกเว้นนักแสดงสาธารณะที่หักร้อยละ 60 สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท และร้อยละ 40 สำหรับส่วนที่เกิน โดยรวมกันไม่เกิน 600,000 บาท ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ในรายการต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น 40(1) กับ 40(2) ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่ารายได้ของตัวเองเป็น 40(1) หรือ 40(2) เพราะทั้งสองประเภทหักค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ลักษณะของงาน” เกณฑ์ 40(1) เงินเดือน 40(2) รับจ้างทำงาน ความสัมพันธ์ นายจ้าง-ลูกจ้าง ผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง เงื่อนไขจ่ายเงิน จ่ายตามเวลา ไม่ว่างานเสร็จหรือไม่ จ่ายเมื่องานเสร็จตามที่ตกลง ตัวอย่าง พนักงานบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือน ฟรีแลนซ์รับค่าจ้างเมื่อส่งงานครบ หักค่าใช้จ่าย เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่เป็นพนักงานบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเงินเดือนประจำ จัดเป็น 40(1) แต่ถ้านักบัญชีคนเดียวกันรับงานปิดงบให้อีกบริษัทหนึ่งเป็นครั้งคราว ค่าจ้างนั้นจัดเป็น 40(2) มีเงินได้มาตรา 40(1) ถึง (8) คืออะไร ต้องยื่นแบบไหน ข้อความ “สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(1) ถึง (8)” อยู่บนแบบ ภ.ง.ด.90 หมายถึงผู้ที่มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า หรือรายได้จากธุรกิจ ถ้ามีเงินเดือนอย่างเดียวให้ยื่น ภ.ง.ด.91 แทน ตามกำหนดเวลายื่นแบบของกรมสรรพากร แบบ ใช้เมื่อ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.91 มีเงินได้ 40(1) ประเภทเดียว มกราคม ถึง มีนาคมของปีถัดไป ภ.ง.ด.90 มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจาก 40(1) มกราคม ถึง มีนาคมของปีถัดไป ภ.ง.ด.94 มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) ช่วงมกราคม ถึง มิถุนายน กรกฎาคม ถึง กันยายนของปีเดียวกัน ส่วนเกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบประจำปี ตามคำอธิบายของกรมสรรพากร คือ คนโสดที่มีเงินเดือนอย่างเดียวเกิน 120,000 บาท หรือมีเงินได้ประเภทอื่นเกิน 60,000 บาท ส่วนผู้มีคู่สมรสใช้เกณฑ์ 220,000 บาท และ 120,000 บาทตามลำดับ ภ.ง.ด.94 ใช้เกณฑ์เงินได้ครึ่งปีเกิน 60,000 บาทสำหรับคนโสด และเกิน 120,000 บาทสำหรับผู้มีคู่สมรส ยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 ตุลาคม ตามประกาศผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 มีเงินได้มาตรา 40(2) ถึง (8) หมายถึงอะไร หมายถึงมีเงินได้อย่างน้อย 1 ประเภทจากประเภทที่ 2 ถึง 8 ไม่ว่าจะมีเงินเดือนด้วยหรือไม่ก็ตาม ผู้มีเงินได้กลุ่มนี้ยื่น ภ.ง.ด.90 และถ้าเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาท ต้องคำนวณภาษีอีกวิธีด้วย (ดูหัวข้อคำนวณภาษี) ตัวอย่าง คุณวิทย์ (ชื่อสมมุติ) ผู้จัดการฝ่ายผลิตในโรงงาน มีเงินเดือน และยังได้ค่าที่ปรึกษาจากโรงงานอีกแห่งกับค่าเช่าโกดังจากบริษัทขนส่ง คุณวิทย์จึงยื่น ภ.ง.ด.91 ไม่ได้ ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 และต้องยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับค่าเช่าครึ่งปีแรก 120,000 บาทด้วย เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายอย่างไร ตารางสรุปอัตราหักค่าใช้จ่ายทั้ง 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560 ประเภท ลักษณะเงินได้ หักตามจริง หักเหมา 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) 40(2) รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ไม่ได้ ไม่ได้ 40(5) ค่าเช่าทรัพย์สิน ได้ 10-30% ตามประเภททรัพย์สิน 40(6) วิชาชีพอิสระ 6 สาขา และวิชาชีพอื่นตามพระราชกฤษฎีกา ได้ 30-60% ตามวิชาชีพ 40(7) รับเหมาก่อสร้าง ได้ 60% 40(8) ธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ ได้ 60% สำหรับกิจการที่พระราชกฤษฎีกากำหนด · นักแสดงสาธารณะ 60% และ 40% ตามขั้นรายได้ · กิจการนอกรายการหักตามจริงเท่านั้น เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น ไม่สามารถหักตามจริงได้ ส่วนประเภทที่ 5-8 เลือกได้ว่าจะหักตามจริงหรือเหมา โดยเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์มากกว่า ยกเว้นเงินได้ตาม 40(8) ที่ไม่อยู่ในรายการกิจการ ต้องหักตามจริงเท่านั้น 40(8) หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ทุกกิจการไหม ไม่ได้ อัตราเหมาร้อยละ 60 ใช้ได้เฉพาะกิจการที่อยู่ในรายการของพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) ซึ่งแก้ไขโดยฉบับที่ 629 ใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2560 กิจการที่ไม่อยู่ในรายการต้องหักตามจริงพร้อมหลักฐาน จึงควรเช็กชื่อกิจการของตัวเองในรายการก่อนเลือกวิธีหัก เงินได้แต่ละประเภทถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร เมื่อผู้จ่ายเงินเป็นนิติบุคคลหรือผู้ที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จะหักภาษีตามประเภทเงินได้ แล้วออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินไว้ใช้เป็นเครดิตตอนยื่นแบบประจำปี ตารางนี้สรุปกรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาที่อยู่ในไทย ตามคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME เงินได้ อัตราหัก ณ ที่จ่าย แบบที่ผู้จ่ายยื่น 40(1) เงินเดือน · 40(2) ค่าที่ปรึกษา ค่านายหน้า คำนวณตามอัตราขั้นบันได (มาตรา 50(1)) ภ.ง.ด.1 40(4) ดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ภ.ง.ด.2 40(4) เงินปันผล ร้อยละ 10 ภ.ง.ด.2 40(5) ค่าเช่า ร้อยละ 5 ภ.ง.ด.3 40(6) วิชาชีพอิสระ · 40(7) รับเหมา · 40(8) ค่าบริการ ร้อยละ 3 ภ.ง.ด.3 40(8) ค่าโฆษณา ร้อยละ 2 ภ.ง.ด.3 40(8) ค่าขนส่ง ร้อยละ 1 ภ.ง.ด.3 ภาษีที่ถูกหักไว้ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย ตอนยื่นแบบประจำปีให้นำเงินได้ทั้งหมดมาคำนวณ แล้วหักภาษีที่ถูกหักไว้ออก ถ้าถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องเสียจะขอคืนได้ ส่วนการยื่นแบบของผู้จ่ายเงินอ่านต่อได้ที่ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คำนวณภาษีจากเงินได้แต่ละประเภทอย่างไร สมมุติคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นฟรีแลนซ์ออกแบบกราฟิก มีรายได้จาก 2 แหล่งในปีภาษี 2568 รายได้ที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นเงินได้ 40(2) จำนวน 360,000 บาทต่อปี รายได้ที่ 2 ขายเทมเพลตออกแบบผ่านเว็บไซต์ ถือเป็นเงินได้ 40(8) จำนวน 240,000 บาทต่อปี คำนวณหักค่าใช้จ่ายดังนี้ 40(2) รายได้ 360,000 บาท หักเหมา 50% = 180,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 100,000 บาท 40(8) รายได้ 240,000 บาท หักเหมา 60% = 144,000 บาท รายได้รวม = 360,000 + 240,000 = 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวม = 100,000 + 144,000 = 244,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท หักเงินสมทบประกันสังคม (ม.40 ทางเลือก 3) = 3,600 บาท เงินได้สุทธิ = 600,000 − 244,000 − 60,000 − 3,600 = 292,400 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท = ยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001-292,400 บาท = 142,400 × 5% = 7,120 บาท คุณสมชายต้องเสียภาษี 7,120 บาท ถ้ารู้จักแยกประเภทเงินได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม จะช่วยประหยัดภาษีได้มาก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจากเงินได้สุทธิตามอัตราขั้นบันไดของกรมสรรพากร เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น (บาท) 0 ถึง 150,000 ยกเว้น 0 150,001 ถึง 300,000 ร้อยละ 5 7,500 300,001 ถึง 500,000 ร้อยละ 10 27,500 500,001 ถึง 750,000 ร้อยละ 15 65,000 750,001 ถึง 1,000,000 ร้อยละ 20 115,000 1,000,001 ถึง 2,000,000 ร้อยละ 25 365,000 2,000,001 ถึง 5,000,000 ร้อยละ 30 1,265,000 เกิน 5,000,000 ร้อยละ 35 — ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาท ต้องคำนวณภาษีอีกวิธี คือร้อยละ 0.5 ของเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ถึง 8 แล้วเสียตามวิธีที่ได้ยอดสูงกว่า ถ้าภาษีวิธีนี้ไม่เกิน 5,000 บาทจะได้รับยกเว้น ตามอินโฟกราฟิกภาษีเงินได้ของกรมสรรพากร ตัวอย่างที่ 2: มีเงินได้หลายประเภทจากคู่ค้าธุรกิจ ตัวอย่าง คุณวิทย์มีเงินได้ทั้งปี 3 ประเภท และใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวอย่างเดียวเพื่อให้ตามตัวเลขง่าย เงินได้ จำนวน (บาท) หักค่าใช้จ่าย (บาท) 40(1) เงินเดือนจากโรงงาน 720,000 รวมกับ 40(2) ร้อยละ 50 ไม่เกิน 100,000 40(2) ค่าที่ปรึกษาจากโรงงานอีกแห่ง 120,000 (รวมในบรรทัดบน) 40(5) ค่าเช่าโกดังจากบริษัทขนส่ง 240,000 เหมาร้อยละ 30 = 72,000 รวม 1,080,000 172,000 คุณวิทย์จึงมีภาษีทั้งปี 84,600 บาท สมมติโรงงานหักภาษีจากเงินเดือนไว้ 36,500 บาท และบริษัทขนส่งหักค่าเช่าไว้ร้อยละ 5 เท่ากับ 12,000 บาท ภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตอนยื่น ภ.ง.ด.90 คือ 84,600 − 36,500 − 12,000 = 36,100 บาท สิ่งที่เห็นจากตัวอย่างนี้คือ ภาษีที่ถูกหักไว้แยกตามผู้จ่ายแต่ละรายมักต่ำกว่าภาษีจริง เพราะผู้จ่ายแต่ละรายไม่รู้เงินได้ส่วนอื่น ผู้มีเงินได้หลายทางจึงควรเตรียมเงินไว้ชำระเพิ่มตอนยื่นแบบ สรุป – เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นหัวใจของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การรู้ว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้หลักเกณฑ์ต่างออกไป ควรจัดระบบบัญชีให้แยกประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นและไม่พลาดสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายที่พึงได้ จัดการภาษีเงินได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และดูรายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน รายได้แต่ละประเภทจึงแยกไว้ชัดตั้งแต่ตอนออกเอกสาร ส่วนการเตรียมข้อมูลและสร้างเอกสารยื่นภาษีแบบต่าง ๆ ใช้ PEAK Tax ได้ แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน เงินได้สุทธิ กับเงินได้พึงประเมิน ต่างกันอย่างไร เงินได้พึงประเมินคือรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักอะไร ส่วนเงินได้สุทธิคือจำนวนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธินี้เองที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าร้อยละ 5 ถึง 35 เงินปันผลจากกองทุนรวม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด เงินปันผลจากกองทุนรวมจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีสิ้นปีก็ได้ ฟรีแลนซ์มีเงินได้หลายประเภท ต้องแยกยื่นไหม ไม่ต้องแยกยื่น ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น ทั้ง 40(2) จากรับจ้างทำงาน และ 40(8) จากขายสินค้า สามารถยื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ใบเดียว โดยแยกกรอกรายได้ตามประเภทและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ของแต่ละประเภท เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีทุกประเภทไหม ต้องนำมาคำนวณทุกประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเสมอไป ถ้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม มีเงินเดือนอย่างเดียวต้องยื่นแบบไหน ยื่น ภ.ง.ด.91 ถ้ามีเงินได้ 40(1) ประเภทเดียว และเงินเดือนทั้งปีเกิน 120,000 บาทสำหรับคนโสด หรือเกิน 220,000 บาทสำหรับผู้มีคู่สมรส ถ้ามีรายได้ประเภทอื่นด้วยแม้เพียงเล็กน้อยต้องเปลี่ยนไปยื่น ภ.ง.ด.90 ฟรีแลนซ์ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ไหม ขึ้นกับประเภทเงินได้ ภ.ง.ด.94 ใช้กับเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) เท่านั้น ฟรีแลนซ์ที่มีแต่เงินได้ 40(2) จึงไม่ต้องยื่น ส่วนฟรีแลนซ์ที่มีเงินได้ 40(8) ครึ่งปีแรกเกิน 60,000 บาท (คนโสด) ต้องยื่นภายในกรกฎาคม ถึง กันยายน ตามประกาศผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรา วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ครบจบ

เจ้าของกิจการหลายคนเปิดบริษัทแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไร คำนวณยังไง ยื่นเมื่อไหร่ บทความนี้สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ที่เดียว ตั้งแต่อัตราภาษี SME วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ไปจนถึงเทคนิควางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร? ใครมีหน้าที่ต้องจ่ายบ้าง ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากกำไรสุทธิของนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียน) ในอัตราสูงสุด 20% โดย SME ที่เข้าเงื่อนไขจะเสียต่ำกว่านี้ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ปีละ 1 ครั้ง ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่แค่บริษัทจำกัดเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีนี้ นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายของไทย ได้แก่ นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ได้รับการยกเว้นภาษี? บางองค์กรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นองค์การกุศล สหกรณ์ และหน่วยงานรัฐบาล ส่วนบุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ยังไม่จดบริษัท) ไม่ได้เสียภาษีนิติบุคคล แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2568-2569 (อัปเดตล่าสุด) บริษัททั่วไปเสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิ ส่วน SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะเสียภาษีตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร รอบบัญชีปี 2568-2569) ประเภท กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น บริษัททั่วไป ทุกระดับ 20% ตามกำไรจริง SME 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 405,000 บาท 3,000,001 ขึ้นไป 20% ตามกำไรจริง สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจการ BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8-13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ส่วนกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอาจได้ลดอัตราภาษีเหลือ 10% เป็นเวลา 10 ปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ BOI โดยตรง วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชีโดยตรง ต้องนำกำไรทางบัญชี มาบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม (ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่ยอมให้หัก เช่น ค่าปรับ ค่ารับรองเกินเกณฑ์) สูตร: กำไรทางบัญชี + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้ยกเว้น = ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ตัวอย่างการคำนวณภาษี SME แบบ Step-by-Step สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี รายการ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ 8,500,000 บาท รายจ่ายต้องห้าม (ค่าปรับ + ค่ารับรองเกินเกณฑ์) 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี = รายได้ – ค่าใช้จ่าย + รายจ่ายต้องห้าม = 10,000,000 บาท – 8,500,000 บาท + 100,000 บาท = 1,600,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ขั้นกำไร อัตราภาษี 0 – 300,000 บาท ยกเว้น 300,001 – 1,600,000 บาท 15% กำไรส่วนที่เสียภาษี = 1,600,000 บาท – 300,000 บาท = 1,300,000 บาท ภาษี = 1,300,000 บาท × 15% = 195,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 195,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่เข้าเงื่อนไข SME จะต้องเสียภาษี 1,600,000 × 20% = 320,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 125,000 บาทจากสิทธิ SME เปรียบเทียบภาษี: บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล หลายคนสงสัยว่า “รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดเป็นบริษัท?” คำตอบอยู่ที่การเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบ ตารางเปรียบเทียบภาระภาษี บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เกณฑ์ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี 5%-35% ตามขั้นเงินได้ 0%-20% ตามขั้นกำไร ฐานภาษี เงินได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30%-60%) กำไรสุทธิ (หักค่าใช้จ่ายจริงตามหลักฐาน) อัตราสูงสุด 35% (เงินได้เกิน 5 ล้านบาท) 20% เงินเดือนเจ้าของ หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า (มีงบการเงิน) สรุปชัดๆ: รายได้หรือกำไรเท่าไหร่ที่จดบริษัทแล้วคุ้มกว่า? โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิก่อนหักภาษีเกิน 750,000 – 1,000,000 บาทต่อปี การจดเป็นนิติบุคคลมักประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาคือ 35% ในขณะที่นิติบุคคล SME สูงสุดแค่ 20% แต่ต้องคิดค่าใช้จ่ายบริหาร (ค่าสอบบัญชี ค่าทำบัญชี) ด้วย ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อคำนวณเฉพาะกรณีของคุณ ภาพรวมภาษีอื่นๆ ที่นิติบุคคลต้องรู้จัก นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว บริษัทยังมีหน้าที่เสียภาษีอื่นด้วย สรุปสั้นๆ ดังนี้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าให้ใคร บริษัทต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่าย (อัตรา 1%-5% แล้วแต่ประเภท) แล้วนำส่งกรมสรรพากร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า แล้วยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน VAT ส่วนอากรแสตมป์เป็นค่าธรรมเนียมบนเอกสารบางประเภท เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ วิธียื่นภาษีนิติบุคคล และ Timeline สำคัญตลอดทั้งปี Timeline การยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี 📊 [แทรกรูป: Infographic Timeline ยื่นภาษีนิติบุคคลตลอดปี (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] บริษัทที่ปิดรอบบัญชี 31 ธันวาคม มี deadline สำคัญดังนี้ แบบภาษี รอบ กำหนดยื่น ยื่นออนไลน์ได้ถึง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ม.ค.-มิ.ย. ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก (ส.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ม.ค.-ธ.ค. ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (พ.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องยื่นเมื่อไหร่ คำนวณอย่างไร? แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ต้องยื่นภายใน 2 เดือน หลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี คำนวณโดยประมาณกำไรทั้งปี แล้วจ่ายภาษีไปก่อนครึ่งหนึ่ง ถ้าประมาณต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% อาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีนิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) แบบ ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี พร้อมแนบงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรองแล้ว 5 วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับ SME ให้ถูกกฎหมายและประหยัดที่สุด วางแผนภาษีไม่ได้แปลว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายให้เต็มที่ เทคนิคที่ SME ใช้ได้ทันที บริหารจัดการภาษีแบบมืออาชีพด้วย PEAK PEAK ช่วยให้ SME จัดการภาษีนิติบุคคลง่ายขึ้นด้วย AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ออกรายงานภาษีพร้อมยื่น และแจ้งเตือน deadline ไม่ให้ยื่นล่าช้า ดูกำไรสุทธิแบบ real-time เพื่อประมาณภาษีล่วงหน้าได้ทุกเมื่อ สรุป: ภาษีเงินได้นิติบุคคล เรื่องสำคัญที่ทุกบริษัทต้องรู้ สิ่งที่ต้องจำไว้มีแค่นี้ พร้อมยกระดับการจัดการภาษี? เริ่มใช้ PEAK วันนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วย SME ออกรายงานภาษี คำนวณกำไรสุทธิ และแจ้งเตือน deadline ยื่นภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทเปิดใหม่ ไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลไหม? ต้องยื่น แม้จะไม่มีรายได้หรือยังขาดทุนอยู่ก็ตาม เพราะกฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายยื่นแบบภาษีประจำปีตามกำหนด ถ้าไม่ยื่นอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 บาท และเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน บริษัทเสียภาษีเท่าไหร่? ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและขนาดของบริษัท SME ที่กำไร 1 ล้านบาทจะเสียภาษีประมาณ 105,000 บาท (300,000 แรกยกเว้น + 700,000 ที่เหลือเสีย 15%) ส่วนบริษัทขนาดใหญ่เสียคงที่ 20% ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท ปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเก็บจากรายจ่ายแต่ละครั้งที่จ่ายเงิน (เช่น จ่ายค่าจ้างหัก 3%) แล้วนำส่งทุกเดือน ทั้งสองเป็นคนละตัวกัน แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้สามารถนำมาเป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีได้ต้นวางระบบบัญชีในองค์กรให้แข็งแรง เป็นรากฐานที่ดีสู่การเติบโตขององค์กร มาพร้อมหน้าตาของโปรแกรมที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมคู่มือการใช้งานออนไลน์สำหรับศึกษาการใช้งานได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ มาตรการใหม่ฉบับ SME

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนจ่ายภาษีเกินทุกปี เพราะไม่รู้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ บทความนี้สรุปรายการลดหย่อนทั้งหมด ทั้งรายจ่ายปกติ รายจ่ายหัก 2 เท่า เงินบริจาค และมาตรการใหม่ปี 2568-2569 พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง ให้คุณวางแผนภาษีได้ทันก่อนปิดรอบบัญชี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME 2568-2569 เป็นเท่าไร? SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้สิทธิเสียภาษีในอัตราขั้นบันได ซึ่งต่ำกว่าบริษัททั่วไปที่เสียอัตราเดียว 20% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีนิติบุคคลทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% เงื่อนไขที่ต้องครบทั้ง 2 ข้อ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทแม้แค่บาทเดียว จะเสียสิทธิอัตรา SME ทั้งจำนวน กลายเป็นเสีย 20% ตั้งแต่บาทแรก ค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีนิติบุคคลมีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักกำไรสุทธิเพื่อลดภาษีนิติบุคคลได้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับกิจการจริงและมีหลักฐานครบ ที่สำคัญต้องไม่เข้าข่าย “รายจ่ายต้องห้าม” ตามประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) รายจ่ายทั่วไปที่หักได้ตามจริง รายจ่ายในกลุ่มนี้หักได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริง ขอแค่มีเอกสารครบ ทุกรายจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน ถ้าจ่ายให้บุคคลหรือบริษัทอื่นอย่าลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดด้วย รายจ่ายที่หักได้ 2 เท่า กรมสรรพากรให้สิทธิหักรายจ่ายบางรายการได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจลงทุนในด้านที่ภาครัฐส่งเสริม ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่ซื้อมาใช้ในกิจการ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร รถยนต์ สามารถทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละส่วน เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท อายุการใช้งาน 3 ปี หักค่าเสื่อมได้ปีละ 10,000 บาท เบี้ยประกันและสวัสดิการพนักงาน เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคล ทำได้อย่างไร? เงินบริจาคให้องค์กรบางประเภทนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนที่บริจาคจริง แต่รวมกันต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี) องค์กรที่บริจาคแล้วหักได้ 2 เท่า เงินบริจาคทั่วไป (หักได้ 1 เท่า) เงินบริจาคให้วัด มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลอื่นที่ไม่อยู่ในรายชื่อข้างต้น หักเป็นรายจ่ายได้ 1 เท่า แต่รวมกันต้องไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)) บริจาคสิ่งของก็หักได้เช่นกัน โดยคิดตามมูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค และต้องมีหลักฐานการรับบริจาคจากองค์กรนั้น มาตรการภาษีใหม่ 2568-2569 ที่ SME ต้องรู้ ภาครัฐออกมาตรการภาษีใหม่เป็นระยะ เจ้าของกิจการควรติดตามเพื่อใช้สิทธิให้ครบ โซล่าเซลล์ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล กิจการที่ติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในสถานประกอบการ สามารถหักค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งได้ในรอบบัญชีที่ติดตั้ง นอกจากนี้อาจหักค่าเสื่อมราคาแบบเร่งได้ตามประกาศกรมสรรพากร ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่ มาตรการหักรายจ่าย 2 เท่าสำหรับระบบ IT กิจการ SME ที่ลงทุนซื้อหรือจ้างพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบ e-Tax Invoice หรือซอฟต์แวร์บัญชี ยังคงใช้สิทธิหัก 2 เท่าได้ ทั้งนี้ต้องเป็นการจ่ายให้ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับ DEPA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนได้ที่ depa.or.th วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคลให้ประหยัดที่สุด การลดหย่อนภาษีนิติบุคคลไม่ใช่แค่รู้ว่าหักอะไรได้บ้าง แต่ต้อง “วางแผนล่วงหน้า” ก่อนปิดรอบบัญชี ตัวอย่างคำนวณภาษีนิติบุคคล SME สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาท/ปี ค่าใช้จ่ายรวม 8 ล้านบาท ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี — 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่าย (รวมลดหย่อน) — 8,000,000 บาท กำไรสุทธิ 10,000,000 – 8,000,000 2,000,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ช่วงกำไรสุทธิ อัตรา ภาษีที่ต้องจ่าย 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 255,000 บาท รวมภาษีทั้งปี — 255,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่ได้เป็น SME จะเสียภาษี 20% เต็มจำนวน = 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท ต่างกัน 145,000 บาท สรุป: ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลอย่างไรให้คุ้มที่สุด วางแผนภาษีนิติบุคคลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยแยกหมวดค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ออกรายงานกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ให้ครบถ้วน ทำให้เห็นภาพชัดว่ายังเหลือสิทธิลดหย่อนอะไรอีก ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับลดหย่อนภาษีนิติบุคคล นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา ลดหย่อนภาษีต่างกันอย่างไร? นิติบุคคล (บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) ลดหย่อนโดยนำ “ค่าใช้จ่ายจริง” มาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี ส่วนบุคคลธรรมดามีทั้งหักค่าใช้จ่ายเหมา (60%) หรือจริง แล้วยังมีค่าลดหย่อนส่วนตัวเพิ่ม เช่น ประกันชีวิต กองทุน SSF ซึ่งนิติบุคคลไม่มี เงินบริจาควัด ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไหม? ได้ แต่หักได้ 1 เท่าตามจำนวนที่บริจาคจริง รวมกันไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ หากต้องการหัก 2 เท่า ต้องบริจาคให้สถานศึกษา สถานพยาบาลของรัฐ หรือองค์กรที่อยู่ในรายชื่อที่กรมสรรพากรกำหนด ค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีไม่ได้มีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ ค่าปรับภาษี เงินสำรองที่ตั้งเกินกว่ากฎหมายกำหนด รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ และรายจ่ายที่ถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จ ล้วนเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” ที่เอามาหักภาษีไม่ได้ บริจาคสิ่งของ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้หรือไม่? ได้ โดยใช้มูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค เป็นฐานคำนวณ ต้องมีใบรับบริจาคจากองค์กรที่รับ ระบุรายละเอียดและมูลค่าสิ่งของไว้ชัดเจน ยื่นภาษีนิติบุคคลช้า มีผลอย่างไร? ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ล่าช้าจะถูกเรียกเก็บค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย นับจากวันครบกำหนด หากชำระภาษีขาดเกิน 25% ของภาษีที่ต้องเสียจริง ยังอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีที่ชำระขาด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร หักค่าใช้จ่ายอย่างไร

ทุกคนที่มีรายได้ต้องเจอคำว่า “เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท” ตอนยื่นภาษี แต่หลายคนยังสับสนว่ารายได้ของตัวเองจัดอยู่ประเภทไหน และหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร บทความนี้สรุปครบทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตารางหักค่าใช้จ่ายและตัวอย่างคำนวณจริงที่เจ้าของธุรกิจ SME ใช้ได้ทันที เงินได้พึงประเมินคืออะไร เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ทุกรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาคำนวณภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพย์สินที่ตีเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ และเงินค่าภาษีที่คนอื่นออกแทนให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทให้พนักงานอยู่บ้านฟรี ค่าเช่าบ้านที่ประหยัดได้ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน เงินได้พึงประเมินจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปีภาษี ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เหตุผลที่กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท เพราะแต่ละอาชีพมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนรับเหมาก่อสร้างมีค่าวัสดุสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนมีต้นทุนต่ำ การแบ่งประเภทจึงช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นธรรม เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท โดยเรียกสั้นว่า 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้ ประเภทที่ 1 เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 2 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 2 รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า (มาตรา 40(2)) 40(2) คือ เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 3 ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 40(3)) เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการขายซอฟต์แวร์ หรือค่าสิทธิบัตร เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ ตามจริง หรือเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์จากการลงทุน ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะถือว่าไม่มีต้นทุนในการสร้างรายได้ ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน อาคาร ที่ดิน รถยนต์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมาตามประเภททรัพย์สิน เช่น บ้านและสิ่งปลูกสร้างเหมาได้ 30% ที่ดินเกษตร 20% ที่ดินอื่น 15% ยานพาหนะ 30% ทรัพย์สินอื่น 10% ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) มาตรา 40(6) ระบุวิชาชีพ 6 สาขา คือ กฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม รวมถึงวิชาชีพอื่นที่จะกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับแพทย์ และ 30% สำหรับวิชาชีพอื่น ประเภทที่ 7 รับเหมาก่อสร้าง (มาตรา 40(7)) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% ประเภทที่ 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ (มาตรา 40(8)) 40(8) คือ เงินได้จากธุรกิจ การค้า การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภทที่ 1 ถึง 7 ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือทำธุรกิจที่ปรึกษา เงินได้ 40(8) หักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60 ได้เฉพาะกิจการที่พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) กำหนดไว้ ยกเว้นนักแสดงสาธารณะที่หักร้อยละ 60 สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท และร้อยละ 40 สำหรับส่วนที่เกิน โดยรวมกันไม่เกิน 600,000 บาท ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ในรายการต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น 40(1) กับ 40(2) ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่ารายได้ของตัวเองเป็น 40(1) หรือ 40(2) เพราะทั้งสองประเภทหักค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ลักษณะของงาน” เกณฑ์ 40(1) เงินเดือน 40(2) รับจ้างทำงาน ความสัมพันธ์ นายจ้าง-ลูกจ้าง ผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง เงื่อนไขจ่ายเงิน จ่ายตามเวลา ไม่ว่างานเสร็จหรือไม่ จ่ายเมื่องานเสร็จตามที่ตกลง ตัวอย่าง พนักงานบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือน ฟรีแลนซ์รับค่าจ้างเมื่อส่งงานครบ หักค่าใช้จ่าย เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่เป็นพนักงานบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเงินเดือนประจำ จัดเป็น 40(1) แต่ถ้านักบัญชีคนเดียวกันรับงานปิดงบให้อีกบริษัทหนึ่งเป็นครั้งคราว ค่าจ้างนั้นจัดเป็น 40(2) มีเงินได้มาตรา 40(1) ถึง (8) คืออะไร ต้องยื่นแบบไหน ข้อความ “สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(1) ถึง (8)” อยู่บนแบบ ภ.ง.ด.90 หมายถึงผู้ที่มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า หรือรายได้จากธุรกิจ ถ้ามีเงินเดือนอย่างเดียวให้ยื่น ภ.ง.ด.91 แทน ตามกำหนดเวลายื่นแบบของกรมสรรพากร แบบ ใช้เมื่อ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.91 มีเงินได้ 40(1) ประเภทเดียว มกราคม ถึง มีนาคมของปีถัดไป ภ.ง.ด.90 มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจาก 40(1) มกราคม ถึง มีนาคมของปีถัดไป ภ.ง.ด.94 มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) ช่วงมกราคม ถึง มิถุนายน กรกฎาคม ถึง กันยายนของปีเดียวกัน ส่วนเกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบประจำปี ตามคำอธิบายของกรมสรรพากร คือ คนโสดที่มีเงินเดือนอย่างเดียวเกิน 120,000 บาท หรือมีเงินได้ประเภทอื่นเกิน 60,000 บาท ส่วนผู้มีคู่สมรสใช้เกณฑ์ 220,000 บาท และ 120,000 บาทตามลำดับ ภ.ง.ด.94 ใช้เกณฑ์เงินได้ครึ่งปีเกิน 60,000 บาทสำหรับคนโสด และเกิน 120,000 บาทสำหรับผู้มีคู่สมรส ยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 ตุลาคม ตามประกาศผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 มีเงินได้มาตรา 40(2) ถึง (8) หมายถึงอะไร หมายถึงมีเงินได้อย่างน้อย 1 ประเภทจากประเภทที่ 2 ถึง 8 ไม่ว่าจะมีเงินเดือนด้วยหรือไม่ก็ตาม ผู้มีเงินได้กลุ่มนี้ยื่น ภ.ง.ด.90 และถ้าเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาท ต้องคำนวณภาษีอีกวิธีด้วย (ดูหัวข้อคำนวณภาษี) ตัวอย่าง คุณวิทย์ (ชื่อสมมุติ) ผู้จัดการฝ่ายผลิตในโรงงาน มีเงินเดือน และยังได้ค่าที่ปรึกษาจากโรงงานอีกแห่งกับค่าเช่าโกดังจากบริษัทขนส่ง คุณวิทย์จึงยื่น ภ.ง.ด.91 ไม่ได้ ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 และต้องยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับค่าเช่าครึ่งปีแรก 120,000 บาทด้วย เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายอย่างไร ตารางสรุปอัตราหักค่าใช้จ่ายทั้ง 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560 ประเภท ลักษณะเงินได้ หักตามจริง หักเหมา 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) 40(2) รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ไม่ได้ ไม่ได้ 40(5) ค่าเช่าทรัพย์สิน ได้ 10-30% ตามประเภททรัพย์สิน 40(6) วิชาชีพอิสระ 6 สาขา และวิชาชีพอื่นตามพระราชกฤษฎีกา ได้ 30-60% ตามวิชาชีพ 40(7) รับเหมาก่อสร้าง ได้ 60% 40(8) ธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ ได้ 60% สำหรับกิจการที่พระราชกฤษฎีกากำหนด · นักแสดงสาธารณะ 60% และ 40% ตามขั้นรายได้ · กิจการนอกรายการหักตามจริงเท่านั้น เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น ไม่สามารถหักตามจริงได้ ส่วนประเภทที่ 5-8 เลือกได้ว่าจะหักตามจริงหรือเหมา โดยเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์มากกว่า ยกเว้นเงินได้ตาม 40(8) ที่ไม่อยู่ในรายการกิจการ ต้องหักตามจริงเท่านั้น 40(8) หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ทุกกิจการไหม ไม่ได้ อัตราเหมาร้อยละ 60 ใช้ได้เฉพาะกิจการที่อยู่ในรายการของพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) ซึ่งแก้ไขโดยฉบับที่ 629 ใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2560 กิจการที่ไม่อยู่ในรายการต้องหักตามจริงพร้อมหลักฐาน จึงควรเช็กชื่อกิจการของตัวเองในรายการก่อนเลือกวิธีหัก เงินได้แต่ละประเภทถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร เมื่อผู้จ่ายเงินเป็นนิติบุคคลหรือผู้ที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จะหักภาษีตามประเภทเงินได้ แล้วออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินไว้ใช้เป็นเครดิตตอนยื่นแบบประจำปี ตารางนี้สรุปกรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาที่อยู่ในไทย ตามคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME เงินได้ อัตราหัก ณ ที่จ่าย แบบที่ผู้จ่ายยื่น 40(1) เงินเดือน · 40(2) ค่าที่ปรึกษา ค่านายหน้า คำนวณตามอัตราขั้นบันได (มาตรา 50(1)) ภ.ง.ด.1 40(4) ดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ภ.ง.ด.2 40(4) เงินปันผล ร้อยละ 10 ภ.ง.ด.2 40(5) ค่าเช่า ร้อยละ 5 ภ.ง.ด.3 40(6) วิชาชีพอิสระ · 40(7) รับเหมา · 40(8) ค่าบริการ ร้อยละ 3 ภ.ง.ด.3 40(8) ค่าโฆษณา ร้อยละ 2 ภ.ง.ด.3 40(8) ค่าขนส่ง ร้อยละ 1 ภ.ง.ด.3 ภาษีที่ถูกหักไว้ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย ตอนยื่นแบบประจำปีให้นำเงินได้ทั้งหมดมาคำนวณ แล้วหักภาษีที่ถูกหักไว้ออก ถ้าถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องเสียจะขอคืนได้ ส่วนการยื่นแบบของผู้จ่ายเงินอ่านต่อได้ที่ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คำนวณภาษีจากเงินได้แต่ละประเภทอย่างไร สมมุติคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นฟรีแลนซ์ออกแบบกราฟิก มีรายได้จาก 2 แหล่งในปีภาษี 2568 รายได้ที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นเงินได้ 40(2) จำนวน 360,000 บาทต่อปี รายได้ที่ 2 ขายเทมเพลตออกแบบผ่านเว็บไซต์ ถือเป็นเงินได้ 40(8) จำนวน 240,000 บาทต่อปี คำนวณหักค่าใช้จ่ายดังนี้ 40(2) รายได้ 360,000 บาท หักเหมา 50% = 180,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 100,000 บาท 40(8) รายได้ 240,000 บาท หักเหมา 60% = 144,000 บาท รายได้รวม = 360,000 + 240,000 = 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวม = 100,000 + 144,000 = 244,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท หักเงินสมทบประกันสังคม (ม.40 ทางเลือก 3) = 3,600 บาท เงินได้สุทธิ = 600,000 − 244,000 − 60,000 − 3,600 = 292,400 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท = ยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001-292,400 บาท = 142,400 × 5% = 7,120 บาท คุณสมชายต้องเสียภาษี 7,120 บาท ถ้ารู้จักแยกประเภทเงินได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม จะช่วยประหยัดภาษีได้มาก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจากเงินได้สุทธิตามอัตราขั้นบันไดของกรมสรรพากร เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น (บาท) 0 ถึง 150,000 ยกเว้น 0 150,001 ถึง 300,000 ร้อยละ 5 7,500 300,001 ถึง 500,000 ร้อยละ 10 27,500 500,001 ถึง 750,000 ร้อยละ 15 65,000 750,001 ถึง 1,000,000 ร้อยละ 20 115,000 1,000,001 ถึง 2,000,000 ร้อยละ 25 365,000 2,000,001 ถึง 5,000,000 ร้อยละ 30 1,265,000 เกิน 5,000,000 ร้อยละ 35 — ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาท ต้องคำนวณภาษีอีกวิธี คือร้อยละ 0.5 ของเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ถึง 8 แล้วเสียตามวิธีที่ได้ยอดสูงกว่า ถ้าภาษีวิธีนี้ไม่เกิน 5,000 บาทจะได้รับยกเว้น ตามอินโฟกราฟิกภาษีเงินได้ของกรมสรรพากร ตัวอย่างที่ 2: มีเงินได้หลายประเภทจากคู่ค้าธุรกิจ ตัวอย่าง คุณวิทย์มีเงินได้ทั้งปี 3 ประเภท และใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวอย่างเดียวเพื่อให้ตามตัวเลขง่าย เงินได้ จำนวน (บาท) หักค่าใช้จ่าย (บาท) 40(1) เงินเดือนจากโรงงาน 720,000 รวมกับ 40(2) ร้อยละ 50 ไม่เกิน 100,000 40(2) ค่าที่ปรึกษาจากโรงงานอีกแห่ง 120,000 (รวมในบรรทัดบน) 40(5) ค่าเช่าโกดังจากบริษัทขนส่ง 240,000 เหมาร้อยละ 30 = 72,000 รวม 1,080,000 172,000 คุณวิทย์จึงมีภาษีทั้งปี 84,600 บาท สมมติโรงงานหักภาษีจากเงินเดือนไว้ 36,500 บาท และบริษัทขนส่งหักค่าเช่าไว้ร้อยละ 5 เท่ากับ 12,000 บาท ภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตอนยื่น ภ.ง.ด.90 คือ 84,600 − 36,500 − 12,000 = 36,100 บาท สิ่งที่เห็นจากตัวอย่างนี้คือ ภาษีที่ถูกหักไว้แยกตามผู้จ่ายแต่ละรายมักต่ำกว่าภาษีจริง เพราะผู้จ่ายแต่ละรายไม่รู้เงินได้ส่วนอื่น ผู้มีเงินได้หลายทางจึงควรเตรียมเงินไว้ชำระเพิ่มตอนยื่นแบบ สรุป – เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นหัวใจของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การรู้ว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้หลักเกณฑ์ต่างออกไป ควรจัดระบบบัญชีให้แยกประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นและไม่พลาดสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายที่พึงได้ จัดการภาษีเงินได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และดูรายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน รายได้แต่ละประเภทจึงแยกไว้ชัดตั้งแต่ตอนออกเอกสาร ส่วนการเตรียมข้อมูลและสร้างเอกสารยื่นภาษีแบบต่าง ๆ ใช้ PEAK Tax ได้ แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน เงินได้สุทธิ กับเงินได้พึงประเมิน ต่างกันอย่างไร เงินได้พึงประเมินคือรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักอะไร ส่วนเงินได้สุทธิคือจำนวนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธินี้เองที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าร้อยละ 5 ถึง 35 เงินปันผลจากกองทุนรวม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด เงินปันผลจากกองทุนรวมจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีสิ้นปีก็ได้ ฟรีแลนซ์มีเงินได้หลายประเภท ต้องแยกยื่นไหม ไม่ต้องแยกยื่น ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น ทั้ง 40(2) จากรับจ้างทำงาน และ 40(8) จากขายสินค้า สามารถยื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ใบเดียว โดยแยกกรอกรายได้ตามประเภทและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ของแต่ละประเภท เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีทุกประเภทไหม ต้องนำมาคำนวณทุกประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเสมอไป ถ้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม มีเงินเดือนอย่างเดียวต้องยื่นแบบไหน ยื่น ภ.ง.ด.91 ถ้ามีเงินได้ 40(1) ประเภทเดียว และเงินเดือนทั้งปีเกิน 120,000 บาทสำหรับคนโสด หรือเกิน 220,000 บาทสำหรับผู้มีคู่สมรส ถ้ามีรายได้ประเภทอื่นด้วยแม้เพียงเล็กน้อยต้องเปลี่ยนไปยื่น ภ.ง.ด.90 ฟรีแลนซ์ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ไหม ขึ้นกับประเภทเงินได้ ภ.ง.ด.94 ใช้กับเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) เท่านั้น ฟรีแลนซ์ที่มีแต่เงินได้ 40(2) จึงไม่ต้องยื่น ส่วนฟรีแลนซ์ที่มีเงินได้ 40(8) ครึ่งปีแรกเกิน 60,000 บาท (คนโสด) ต้องยื่นภายในกรกฎาคม ถึง กันยายน ตามประกาศผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรา วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ครบจบ

เจ้าของกิจการหลายคนเปิดบริษัทแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไร คำนวณยังไง ยื่นเมื่อไหร่ บทความนี้สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ที่เดียว ตั้งแต่อัตราภาษี SME วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ไปจนถึงเทคนิควางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร? ใครมีหน้าที่ต้องจ่ายบ้าง ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากกำไรสุทธิของนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียน) ในอัตราสูงสุด 20% โดย SME ที่เข้าเงื่อนไขจะเสียต่ำกว่านี้ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ปีละ 1 ครั้ง ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่แค่บริษัทจำกัดเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีนี้ นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายของไทย ได้แก่ นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ได้รับการยกเว้นภาษี? บางองค์กรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นองค์การกุศล สหกรณ์ และหน่วยงานรัฐบาล ส่วนบุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ยังไม่จดบริษัท) ไม่ได้เสียภาษีนิติบุคคล แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2568-2569 (อัปเดตล่าสุด) บริษัททั่วไปเสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิ ส่วน SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะเสียภาษีตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร รอบบัญชีปี 2568-2569) ประเภท กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น บริษัททั่วไป ทุกระดับ 20% ตามกำไรจริง SME 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 405,000 บาท 3,000,001 ขึ้นไป 20% ตามกำไรจริง สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจการ BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8-13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ส่วนกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอาจได้ลดอัตราภาษีเหลือ 10% เป็นเวลา 10 ปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ BOI โดยตรง วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชีโดยตรง ต้องนำกำไรทางบัญชี มาบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม (ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่ยอมให้หัก เช่น ค่าปรับ ค่ารับรองเกินเกณฑ์) สูตร: กำไรทางบัญชี + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้ยกเว้น = ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ตัวอย่างการคำนวณภาษี SME แบบ Step-by-Step สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี รายการ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ 8,500,000 บาท รายจ่ายต้องห้าม (ค่าปรับ + ค่ารับรองเกินเกณฑ์) 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี = รายได้ – ค่าใช้จ่าย + รายจ่ายต้องห้าม = 10,000,000 บาท – 8,500,000 บาท + 100,000 บาท = 1,600,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ขั้นกำไร อัตราภาษี 0 – 300,000 บาท ยกเว้น 300,001 – 1,600,000 บาท 15% กำไรส่วนที่เสียภาษี = 1,600,000 บาท – 300,000 บาท = 1,300,000 บาท ภาษี = 1,300,000 บาท × 15% = 195,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 195,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่เข้าเงื่อนไข SME จะต้องเสียภาษี 1,600,000 × 20% = 320,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 125,000 บาทจากสิทธิ SME เปรียบเทียบภาษี: บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล หลายคนสงสัยว่า “รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดเป็นบริษัท?” คำตอบอยู่ที่การเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบ ตารางเปรียบเทียบภาระภาษี บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เกณฑ์ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี 5%-35% ตามขั้นเงินได้ 0%-20% ตามขั้นกำไร ฐานภาษี เงินได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30%-60%) กำไรสุทธิ (หักค่าใช้จ่ายจริงตามหลักฐาน) อัตราสูงสุด 35% (เงินได้เกิน 5 ล้านบาท) 20% เงินเดือนเจ้าของ หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า (มีงบการเงิน) สรุปชัดๆ: รายได้หรือกำไรเท่าไหร่ที่จดบริษัทแล้วคุ้มกว่า? โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิก่อนหักภาษีเกิน 750,000 – 1,000,000 บาทต่อปี การจดเป็นนิติบุคคลมักประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาคือ 35% ในขณะที่นิติบุคคล SME สูงสุดแค่ 20% แต่ต้องคิดค่าใช้จ่ายบริหาร (ค่าสอบบัญชี ค่าทำบัญชี) ด้วย ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อคำนวณเฉพาะกรณีของคุณ ภาพรวมภาษีอื่นๆ ที่นิติบุคคลต้องรู้จัก นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว บริษัทยังมีหน้าที่เสียภาษีอื่นด้วย สรุปสั้นๆ ดังนี้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าให้ใคร บริษัทต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่าย (อัตรา 1%-5% แล้วแต่ประเภท) แล้วนำส่งกรมสรรพากร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า แล้วยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน VAT ส่วนอากรแสตมป์เป็นค่าธรรมเนียมบนเอกสารบางประเภท เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ วิธียื่นภาษีนิติบุคคล และ Timeline สำคัญตลอดทั้งปี Timeline การยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี 📊 [แทรกรูป: Infographic Timeline ยื่นภาษีนิติบุคคลตลอดปี (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] บริษัทที่ปิดรอบบัญชี 31 ธันวาคม มี deadline สำคัญดังนี้ แบบภาษี รอบ กำหนดยื่น ยื่นออนไลน์ได้ถึง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ม.ค.-มิ.ย. ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก (ส.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ม.ค.-ธ.ค. ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (พ.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องยื่นเมื่อไหร่ คำนวณอย่างไร? แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ต้องยื่นภายใน 2 เดือน หลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี คำนวณโดยประมาณกำไรทั้งปี แล้วจ่ายภาษีไปก่อนครึ่งหนึ่ง ถ้าประมาณต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% อาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีนิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) แบบ ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี พร้อมแนบงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรองแล้ว 5 วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับ SME ให้ถูกกฎหมายและประหยัดที่สุด วางแผนภาษีไม่ได้แปลว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายให้เต็มที่ เทคนิคที่ SME ใช้ได้ทันที บริหารจัดการภาษีแบบมืออาชีพด้วย PEAK PEAK ช่วยให้ SME จัดการภาษีนิติบุคคลง่ายขึ้นด้วย AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ออกรายงานภาษีพร้อมยื่น และแจ้งเตือน deadline ไม่ให้ยื่นล่าช้า ดูกำไรสุทธิแบบ real-time เพื่อประมาณภาษีล่วงหน้าได้ทุกเมื่อ สรุป: ภาษีเงินได้นิติบุคคล เรื่องสำคัญที่ทุกบริษัทต้องรู้ สิ่งที่ต้องจำไว้มีแค่นี้ พร้อมยกระดับการจัดการภาษี? เริ่มใช้ PEAK วันนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วย SME ออกรายงานภาษี คำนวณกำไรสุทธิ และแจ้งเตือน deadline ยื่นภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทเปิดใหม่ ไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลไหม? ต้องยื่น แม้จะไม่มีรายได้หรือยังขาดทุนอยู่ก็ตาม เพราะกฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายยื่นแบบภาษีประจำปีตามกำหนด ถ้าไม่ยื่นอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 บาท และเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน บริษัทเสียภาษีเท่าไหร่? ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและขนาดของบริษัท SME ที่กำไร 1 ล้านบาทจะเสียภาษีประมาณ 105,000 บาท (300,000 แรกยกเว้น + 700,000 ที่เหลือเสีย 15%) ส่วนบริษัทขนาดใหญ่เสียคงที่ 20% ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท ปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเก็บจากรายจ่ายแต่ละครั้งที่จ่ายเงิน (เช่น จ่ายค่าจ้างหัก 3%) แล้วนำส่งทุกเดือน ทั้งสองเป็นคนละตัวกัน แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้สามารถนำมาเป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีได้ต้นวางระบบบัญชีในองค์กรให้แข็งแรง เป็นรากฐานที่ดีสู่การเติบโตขององค์กร มาพร้อมหน้าตาของโปรแกรมที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมคู่มือการใช้งานออนไลน์สำหรับศึกษาการใช้งานได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ มาตรการใหม่ฉบับ SME

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนจ่ายภาษีเกินทุกปี เพราะไม่รู้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ บทความนี้สรุปรายการลดหย่อนทั้งหมด ทั้งรายจ่ายปกติ รายจ่ายหัก 2 เท่า เงินบริจาค และมาตรการใหม่ปี 2568-2569 พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง ให้คุณวางแผนภาษีได้ทันก่อนปิดรอบบัญชี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME 2568-2569 เป็นเท่าไร? SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้สิทธิเสียภาษีในอัตราขั้นบันได ซึ่งต่ำกว่าบริษัททั่วไปที่เสียอัตราเดียว 20% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีนิติบุคคลทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% เงื่อนไขที่ต้องครบทั้ง 2 ข้อ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทแม้แค่บาทเดียว จะเสียสิทธิอัตรา SME ทั้งจำนวน กลายเป็นเสีย 20% ตั้งแต่บาทแรก ค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีนิติบุคคลมีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักกำไรสุทธิเพื่อลดภาษีนิติบุคคลได้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับกิจการจริงและมีหลักฐานครบ ที่สำคัญต้องไม่เข้าข่าย “รายจ่ายต้องห้าม” ตามประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) รายจ่ายทั่วไปที่หักได้ตามจริง รายจ่ายในกลุ่มนี้หักได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริง ขอแค่มีเอกสารครบ ทุกรายจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน ถ้าจ่ายให้บุคคลหรือบริษัทอื่นอย่าลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดด้วย รายจ่ายที่หักได้ 2 เท่า กรมสรรพากรให้สิทธิหักรายจ่ายบางรายการได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจลงทุนในด้านที่ภาครัฐส่งเสริม ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่ซื้อมาใช้ในกิจการ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร รถยนต์ สามารถทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละส่วน เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท อายุการใช้งาน 3 ปี หักค่าเสื่อมได้ปีละ 10,000 บาท เบี้ยประกันและสวัสดิการพนักงาน เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคล ทำได้อย่างไร? เงินบริจาคให้องค์กรบางประเภทนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนที่บริจาคจริง แต่รวมกันต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี) องค์กรที่บริจาคแล้วหักได้ 2 เท่า เงินบริจาคทั่วไป (หักได้ 1 เท่า) เงินบริจาคให้วัด มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลอื่นที่ไม่อยู่ในรายชื่อข้างต้น หักเป็นรายจ่ายได้ 1 เท่า แต่รวมกันต้องไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)) บริจาคสิ่งของก็หักได้เช่นกัน โดยคิดตามมูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค และต้องมีหลักฐานการรับบริจาคจากองค์กรนั้น มาตรการภาษีใหม่ 2568-2569 ที่ SME ต้องรู้ ภาครัฐออกมาตรการภาษีใหม่เป็นระยะ เจ้าของกิจการควรติดตามเพื่อใช้สิทธิให้ครบ โซล่าเซลล์ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล กิจการที่ติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในสถานประกอบการ สามารถหักค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งได้ในรอบบัญชีที่ติดตั้ง นอกจากนี้อาจหักค่าเสื่อมราคาแบบเร่งได้ตามประกาศกรมสรรพากร ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่ มาตรการหักรายจ่าย 2 เท่าสำหรับระบบ IT กิจการ SME ที่ลงทุนซื้อหรือจ้างพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบ e-Tax Invoice หรือซอฟต์แวร์บัญชี ยังคงใช้สิทธิหัก 2 เท่าได้ ทั้งนี้ต้องเป็นการจ่ายให้ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับ DEPA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนได้ที่ depa.or.th วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคลให้ประหยัดที่สุด การลดหย่อนภาษีนิติบุคคลไม่ใช่แค่รู้ว่าหักอะไรได้บ้าง แต่ต้อง “วางแผนล่วงหน้า” ก่อนปิดรอบบัญชี ตัวอย่างคำนวณภาษีนิติบุคคล SME สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาท/ปี ค่าใช้จ่ายรวม 8 ล้านบาท ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี — 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่าย (รวมลดหย่อน) — 8,000,000 บาท กำไรสุทธิ 10,000,000 – 8,000,000 2,000,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ช่วงกำไรสุทธิ อัตรา ภาษีที่ต้องจ่าย 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 255,000 บาท รวมภาษีทั้งปี — 255,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่ได้เป็น SME จะเสียภาษี 20% เต็มจำนวน = 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท ต่างกัน 145,000 บาท สรุป: ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลอย่างไรให้คุ้มที่สุด วางแผนภาษีนิติบุคคลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยแยกหมวดค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ออกรายงานกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ให้ครบถ้วน ทำให้เห็นภาพชัดว่ายังเหลือสิทธิลดหย่อนอะไรอีก ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับลดหย่อนภาษีนิติบุคคล นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา ลดหย่อนภาษีต่างกันอย่างไร? นิติบุคคล (บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) ลดหย่อนโดยนำ “ค่าใช้จ่ายจริง” มาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี ส่วนบุคคลธรรมดามีทั้งหักค่าใช้จ่ายเหมา (60%) หรือจริง แล้วยังมีค่าลดหย่อนส่วนตัวเพิ่ม เช่น ประกันชีวิต กองทุน SSF ซึ่งนิติบุคคลไม่มี เงินบริจาควัด ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไหม? ได้ แต่หักได้ 1 เท่าตามจำนวนที่บริจาคจริง รวมกันไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ หากต้องการหัก 2 เท่า ต้องบริจาคให้สถานศึกษา สถานพยาบาลของรัฐ หรือองค์กรที่อยู่ในรายชื่อที่กรมสรรพากรกำหนด ค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีไม่ได้มีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ ค่าปรับภาษี เงินสำรองที่ตั้งเกินกว่ากฎหมายกำหนด รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ และรายจ่ายที่ถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จ ล้วนเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” ที่เอามาหักภาษีไม่ได้ บริจาคสิ่งของ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้หรือไม่? ได้ โดยใช้มูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค เป็นฐานคำนวณ ต้องมีใบรับบริจาคจากองค์กรที่รับ ระบุรายละเอียดและมูลค่าสิ่งของไว้ชัดเจน ยื่นภาษีนิติบุคคลช้า มีผลอย่างไร? ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ล่าช้าจะถูกเรียกเก็บค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย นับจากวันครบกำหนด หากชำระภาษีขาดเกิน 25% ของภาษีที่ต้องเสียจริง ยังอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีที่ชำระขาด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก